26 พ.ค. 2561
14,242 ครั้ง

บุกค้นกุฏิเจ้าอาวาสวัดสระเกศรอบ2 หาหลักฐานเพิ่มคดีอมเงินวัด - หมอนวดแฉพระผู้ใหญ่เสพเมถุน-เลี้ยงดู

จากคดีตำรวจกองปราบบุกค้น 3 วัดดังกลางกรุงพัวพันคดีเงินทอนวัด ได้แก่ วัดสระเกศราชวรวิหาร วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร และวัดสามพระยาวรวิหาร ก่อนควบคุมตัว ‘พระพรหมดิลก’ เจ้าคณะกทม.และเจ้าอาวาสวัดสามพระยา พร้อมพระเลขานุการ ส่วน ‘พระพรหมสิทธิ’ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และ ‘พระพรหมเมธี’ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม หลบหนีไปก่อน จากนั้นตำรวจคุมตัวพระเถระชั้นผู้ใหญ่มาสอบสวนและส่งศาล โดยไม่ได้ประกันตัว ทำให้ถูกสึกและส่งเรือนจำนั้น
 
 
เมื่อวานนี้ (25 พ.ค.) ตำรวจกองปราบปรามพร้อมตำรจกองพิสูจน์หลักฐาน นำหมายศาล เข้าตรวจค้นกุฏิ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ)  เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหาร เป็นครั้งที่ 2 เพื่อเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งลายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ และหลักฐานทางเอกสารเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเงินทอนวัด โดยมีลูกศิษย์เปิดประตูกุฏิและพาเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นตามจุดต่างๆ 
 
โดยพันตำรวจเอก อนุราช จิตศีล ผู้กำกับกลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ กล่าวว่า จากการตรวจค้นพบหลักฐานสำคัญบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนลักษณะภายในกุฏินั้น มีสองชั้น ชั้นล่าง เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ทันสมัยและมีโคมไฟขนาดใหญ่ที่กลางห้องโถง ที่ชั้นสองของกุฏิเป็นห้องโถงใหญ่ และห้องนอน ภายในห้องนอนมีเตียงนอนเดี่ยว 1 เตียง  
 
สำหรับกุฏิของเจ้าอาวาสวัดสระเกศ กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เรื่องประตูลับที่มีการก่อสร้างเป็นประตูขนาดเล็กสามารถเดินออกมายังถนนใหญ่ใกล้สี่แยกแม้นศรีได้ ซึ่งผู้สื่อข่าวก็ไปพบประตูลักษณะคล้ายกันอีก 1 จุด บริเวณใกล้เคียงกับกุฏิของเจ้าอาวาส โดยประตูช่องทางนี้สามารถเดินไปยังถนนใหญ่ได้เช่นกัน เมื่อเลี้ยวซ้ายจะเจอถนนใหญ่ ออกไปยังสี่แยกแม้นศรีได้ แต่หากเลี้ยวขวาจะกลับเข้าประตูวัดได้ 
 
จากการสอบถามชาวบ้านระบุว่า ประตูนี้มีไว้ให้คนงานก่อสร้างกุฏิเจ้าอาวาสเดินผ่าน และไม่เคยเจอเจ้าอาวาสมาใช้ประตูนี้ แต่ในช่วงกลางคืนชาวบ้านก็เข้านอนก็ไม่รู้ว่ามีใครมาใช้ประตูนี้หรือไม่ สำหรับด้านข้างของกุฎิเจ้าอาวาสนั้น ในอดีตเคยเป็นชุมชนแออัดมีชาวบ้านอาศัยอยู่ แต่พอมีการก่อสร้างกุฏิเจ้าอาวาส ก็มีรายงานว่า มีการจ่ายค่าเวนคืนที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในชุมชนนี้ ในราคาตารางวาละสองหมื่นถึงสามหมื่นบาท โดยไม่มีใครรู้ว่าเงินที่นำมาชดเชยให้ชาบ้านนั้นเป็นเงินมาจากส่วนใดของวัด 
 
นอกจากนี้ ภายในพื้นที่กุฏิของเจ้าอาวาสยังพบว่าตรงข้ามกุฏิ มีการก่อสร้างศาลาสมบัติ สหวัฒน์ ซึ่งอยู่ระหว่างการตกแต่งภายใน ช่างก็ต้องยุติการก่อสร้างไว้ก่อน มีการเก็บอุปกรณ์ตกแต่งออกจากพื้นที่ โดยในศาลแห่งนี้มีลักษณะเสองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่  ติดตั้งแอร์ทั้งหมด 8 ตัว ซึ่งคาดว่าไว้ใช้สำหรับรองรับพระและลูกศิษย์ที่เป็นแขกของเจ้าอาวาส 
 
จากการสอบถามกับคุณเล็ก ลูกศิษย์วัดที่สามารถเข้าออกกุฎิเจ้าอาวาสได้ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเจ้าอาวาสอยู่ที่ใด แต่รู้ว่าอยู่ในที่ปลอดภัย มีลูกศิษย์ดูแลใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีการเตรียมยารักษาโรคประจำตัวของเจ้าอาวาสไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีเรื่องเงิน 132 ล้านบาทในบัญชีเจ้าอาวาสนั้น เงินส่วนนี้มีลูกศิษย์วัดนำมาถวายหลวงพ่อ เพื่อก่อสร้างและบูรณะภายในวัด ซึ่งที่ผ่านมาหลวงพ่อบูรณะและพัฒนาวัดมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีใครมองเห็นส่วนนี้ ส่วนเรื่องการจัดสรรระบบเงินของวัด มีการจัดทำบัญชี รายรับรายจ่าย เป็นระบบ และมีคณะกรรมการดูแล สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าเงินที่เข้า-ออกมีที่มาที่ไปอย่างไร 
 
ส่วนกรณีเรื่องประตูลับที่สื่อตั้งข้อสังเกตนั้น เป็นเพียงประตูที่ไว้สำหรับขนอุปกรณ์ก่อสร้างเท่านั้น ไม่ใช่ประตูทางลับตามที่สื่อนำเสนอ และขอท้าให้สื่อและตำรวจไปตรจสอบกล้องวงจรปิดของกทม.ที่แยกแม้นศรี หรือจุดใกล้เคียง ว่า พบหลวงพ่อเดินออกมาจากจุดนั้นหรือไม่ 
 
ด้าน พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป. กล่าวถึงภาพจากกล้องวงจรปิดภายในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่สามารถบันทึกภาพรถตู้โฟล์คสวาเกน สีดำ คันหนึ่ง ซึ่งขับมามาจอดบริเวณด้านข้างกุฏิพระพรหมสิทธิ และคาดว่าน่าจะเป็นคันที่รับตัวพระพรหมสิทธิหนีไปนั้น ยืนยันว่ารถคันดังกล่าวไม่ใช่รถที่ใช้พาพระพรหมสิทธิหลบหนีการจับกุม แต่เป็นการมารับเพื่อพาไปทำกิจของสงฆ์ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ก่อนที่รถคันดังกล่าวจะขับกลับมาส่งพระพรหมสิทธิ ที่วัดอีกครั้งในช่วงเวลาประมาณเที่ยงวันกว่าๆ ของวันเดียวกัน จากนั้นพระพรหมสิทธิ ก็นั่งรถกอล์ฟเพื่อเดินทางไปยังหอฉันภายในวัด เพื่อฉันภัตตาหารเพล ก่อนจะเดินทางกลับมายังกุฏิ ก่อนที่ต่อมาจะใช้ช่วงเวลาหลังจากนั้นในการหลบหนี และพบว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในวัดมีการถูกลบออกไปบางส่วน
 
ขณะที่ พลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิศ ผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการออกหมายจับพระชั้นผู้ใหญ่ว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานการออกนอกประเทศของ พระพรหมสิทธิและพระชั้นผู้ใหญ่รูปอื่นๆที่อยู่ระหว่างการถูกออกหมายจับ ส่วนการที่พระลูกวัดได้อ้างว่าพระพรหมสิทธิเดินทางไปประเทศสิงคโปร์นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานแต่อยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่เบื้องต้นทางตำรวจได้ส่งรายชื่อพระชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกออกหมายจับไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว รวบไปถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหากพบว่ามีการหลบหนีออกนอกประเทศ หรือเดินทางเข้ามาจะมีการแจ้งเตือนทันที ส่วน พระพรหมเมธี อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าหลบหนีอยู่ที่ใด และยังไม่ได้รับรายงานว่าหลบหนีออกไปนอกประเทศแล้วหรือไม่
 
 
ทั้งนี้จากการสืบสวนในเชิงลึกของชุดสืบสวนกองปราบฯ พบว่าพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งมีความใกล้ชิดกับสีกาคนหนึ่งปัจจุบันอายุประมาณ 50 ปี เคยมีอาชีพเป็นหมอนวดแผนโบราณในสถานบริการแห่งหนึ่ง โดยมีพนักงานแนะนำให้รู้จักกับพระผู้ใหญ่รูปดังกล่าว แต่ขณะนั้นหญิงหมอนวดคนนี้ไม่ทราบว่าเป็นพระ เนื่องจากสวมชุดซาฟารีมาหาในสถานบริการและสวมหมวกแก๊ป โดยเรียกแทนตัวเองว่า “เฮีย” ก่อนที่จะเข้าห้องไปนวดกันหลายครั้งต่อเนื่องหลายวันในช่วงกลางคืน ก่อนที่ชายคนนี้จะขอมีเพศสัมพันธ์ในสถานบริการ เพื่อแลกกับเงินหลักหมื่นบาท ซึ่งหมอนวดคนนี้ก็ยินยอมเพราะครอบครัวมีปัญหา เนื่องจากถูกสามีทิ้งและลูกชายที่เลี้ยงดูอยู่ก็เป็นเด็กพิการ
 
โดยการมีเพศสัมพันธ์กันแต่ละครั้งพระผู้ใหญ่รูปนี้จะจ่ายเงินตอบแทนให้ครั้งละหลายหมื่นบาท จนกระทั่งวันหนึ่งยอมบอกว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์ แต่แอบออกจากวัดมา ซึ่งหมอนวดก็ให้การด้วยว่าตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก แต่พระผู้ใหญ่รูปนี้ก็เสนอเงินเดือนให้แลกกับการไม่ต้องทำอาชีพหมอนวด นอกจากนี้ยังส่งให้ไปเรียนเสริมสวยและเปิดร้านเสริมสวยให้ด้วย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนเสริมสวยที่อ้างถึง พบว่ามีชื่อเคยเรียนอยู่จริงตรงกับคำให้การทุกประการด้วย
 
แต่การที่จะจับพระสึกจากสมณะเพศโดยการกระทำผิด เนื่องจากประพฤติอาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นความผิดขั้นสูงสุดนั้น ต้องจับขณะที่พระสงฆ์กำลังเสพสังวาส ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่องของการสมยอมระหว่างคนสองคน อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนก็สอบปากคำพยานและบันทึกหลักฐานต่างๆไว้เป็นหลักฐานแล้ว และอาจจะส่งประกอบสำนวนให้กับพนักงานอัยการพิจารณาด้วยก็เป็นได้
 
 
ด้าน นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในฐานะรองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวถึงกรณีพระสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดี และพุทธะอิสระ เมื่อถูกคุมตัวเข้าห้องขัง และต้องสละสมณเพศ แต่กลับไม่มีการเปล่งวาจาลาสิกขา หรือสึกนั้น ถือว่าไม่มีความเป็นพระแล้วตามพระธรรมวินัย โดยให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/9faWCUjLYoI
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ