02 มิ.ย. 2561
12,805 ครั้ง

'สีกา จ.' สารภาพสิ้นช่วย 'อดีตพระพรหมเมธี' หนีซุกลาว แฉเส้นทางเผ่นหนีหมดเปลือก

จากกรณี อดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม วรมหาวิหาร กทม. ผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัด หลบหนีหมายจับข้ามแม่น้ำโขง ด้านชายแดน จ.นครพนม โดยได้รับความช่วยเหลือจากลูกศิษย์หรือ สีกา จ. โดยตำรวจกองปราบตามจนเจอรถตู้จอดทิ้งไว้ในวัดป่าสุคนธรักษ์ บ้านค่ายเสรี หมู่ 9 ต.นางาม อ.เรณูนคร และควบคุมตัวสีกา จ. คาด่านตรวจคนเข้าเมืองสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3(นครพนม-คำม่วน) ฝั่งขาเข้า ขณะเดินทางกลับประเทศไทย
 
ล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่า สีกา จ. ได้รับสารภาพแล้ว โดยเล่าว่าใช้รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Alphard สีบรอนซ์เงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมาด้วยกัน 3 คน มีอดีตพระพรหมเมธี คนขับรถและตน มุ่งหน้าไปยังภาคเหนือของไทย ก่อนจะล่องลงมาที่ จ.นครพนม และได้พาพระพรหมเมธีไปพบกับนางจัน หญิงชาวลาว โดยอ้างกับนางจันว่าอดีตพระพรหมเมธี อยากเดินทางไปเที่ยวที่เมืองเชียงขวาง อยู่ทางภาคเหนือของลาว นางจันจึงให้การต้อนรับขับสู้ พร้อมหาที่พักให้ ซึ่งทั้งหมดได้หนีข้ามไปยังฝั่งลาวตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา
 
ต่อมาสีกา จ. บอกกับนางจันว่าเป็นห่วงรถตู้ที่จอดตากแดดตากฝนทางฝั่งไทย ให้ใครก็ได้ไปขับไปจอดเก็บให้ด้วย นางจันอาสาให้ลูกชายข้ามแม่น้ำโขงมาขับรถคันดังกล่าวไปจอดที่ข้างโรงครัววัดป่าสุคนธรักษ์ เหตุที่ให้ไปจอดวัดนี้นางจันเล่าว่าเพราะรู้จักกับเจ้าสำนักมาก่อน เพราะพระรูปนี้เคยไปมาหาสู่กันเป็นประจำ
 
กระทั่งทราบข่าวทางโทรทัศน์ว่าอดีตพระพรหมเมธีหนีหมายจับจากประเทศไทย จึงตกใจปรึกษากับญาติๆว่าจะทำอย่างไร หากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาเจอตนอยู่กับสีกา จ. อาจจะติดร่างแหไปด้วย นางจันจึงขอร้องสีกา จ.ให้กลับประเทศไทย โดยให้คนขับรถข้ามสะพานไทย-ลาว 3 (นครพนม-คำม่วน) มาส่งที่ฝั่งไทยในเช้าวันที่ 31 พ.ค. ปรากฏว่ามาถึงด่าน ตม.ก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวคนในรถไว้ทั้งหมด รวมตัวสีกา จ.ด้วยและนำตัวไปสอบสวน ก่อนจะปล่อยตัวคนลาวที่ขับรถมาส่งสีกา จ. ให้เดินทางกลับได้แต่ยังคงควบคุมตัวสีกา จ.ไว้สอบสวนต่อ หลังสอบปากคำแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ส่วนสีกา จ.ถูกเค้นสอบอย่างหนักจนเปิดปากรับสารภาพดังกล่าว
 
สำหรับอดีตพระพรหมเมธีพร้อมคนขับรถ สีกา จ. อ้างว่ามีคนมารับช่วงต่อตั้งแต่ตอนสายๆของวันที่ 26 พ.ค. โดยไม่ทราบว่าไปหลบซ่อนอยู่แห่งใดทางการข่าวทราบว่าสีกา จ. มีสามีซึ่งเป็นคนไทย ทำสัมปทานเหมืองแร่ทองคำอยู่แขวงสาละวัน ทางภาคใต้ของประเทศลาว อาจจะมีส่วนช่วยเหลืออดีตพระพรหมเมธีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
 
 
 
ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า อดีตพระเถระทั้งหมดที่ถูกส่งตัวเข้ามาคุมขังก่อนหน้านี้ เรือนจำได้จำแนกแยกแดนไปตามความเหมาะสม โดยให้คุมขังในแดนที่ใช้ควบคุมตัวผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี เพราะในกลุ่มนี้ตามกฎหมายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์และยังสามารถต่อสู้คดีในชั้นศาลได้
 
 
โดยในระยะแรกเรือนจำจะอะลุ้มอล่วยในเรื่องของการแต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีขาว และการถือศีลเพราะเข้าใจดีว่า อดีตพระเหล่านี้บวชมานานและต้องการเวลาในการปรับตัว และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนโดยจะไม่เข้าไปบังคับกดดันใดๆโดยไม่จำเป็น การใช้ชีวิตในเรือนจำยังสามารถถือศีลนั่งสมาธิและไม่กินข้าวเย็น รวมทั้งสวดมนต์ได้ตามปกติ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ปกติสำหรับผู้ต้องขังทุกศาสนาอยู่แล้ว โดยรวมอดีตพระทุกคนปรับตัวได้ดีขึ้น เพราะเคยอยู่ในสมณะเพศที่กินน้อยอยู่อย่างเรียบง่าย จึงไม่ยากที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ ส่วนรายที่มีปัญหาสุขภาพสามารถให้ลูกศิษย์นำยารักษาโรคที่มีการรับรองจากแพทย์หรือยาที่จำเป็นต้องใช้และเป็นยาไม่มีในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มาใช้ได้ 
 
ส่วนอาการป่วยของ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ เท่าที่ดูมีปัญหาสุขภาพบ้างแต่ไม่รุนแรงมากนัก แต่สิ่งที่เป็นกังวลคือการเคลื่อนไหวที่ไม่สะดวกเนื่องจากหมอนรองกระดูกอักเสบ ซึ่งทางเรือนจำได้ให้แพทย์จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เข้ามาดูแลตรวจอาการและทำกายภาพบำบัดทุกวัน ซึ่งโรงพยาบาลก็มีเครื่องมือในการทำกายภาพบำบัดอยู่แล้ว คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ อาการน่าจะดีขึ้น แต่หากไม่ดีขึ้นก็จะต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตลอด 1 สัปดาห์ ที่อดีตพระพุทธะอิสระถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ผู้คุมเป็นอย่างดี โดยได้ขอให้ลูกศิษย์วัดงดเดินทางมาเยี่ยม เพื่อไม่เป็นภาระกับเรือนจำซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากลูกศิษย์เช่นกัน
 
 
 

 

 

 

 

 

 

ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/mrHD8hNcZMQ

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ