17 มิ.ย. 2561
36,404 ครั้ง

มือยิงภรรยา-พ่อตาคา รพ. เสียชีวิตแล้ว รวมดับ3ศพ ญาติเผยปมสังหารรักต้องฆ่า

จากกรณีเหตุสลดภายในโรงพยาบาลนครปฐม ที่นายชาญชัย นวกุล หรือแอ๊ป สามีที่ก่อเหตุ ยิงภรรยา นางสาวธัญญมาศ หรือน้องกิ๊ก และนายสัมพันธ์ พ่อตา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ก่อนจะยิงตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งล่าสุดทางโรงพยาบาลเปิดเผยว่าผู้ก่อเหตุได้เสียชีวิตลงแล้ว เนื่องจากสมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
 
 
เมื่อวานนี้ ครอบครัวน้องกิ๊ก นำโดยคุณแม่ น้องชาย น้า และญาติๆ เดินทางมารับศพ จากสถาบันนิติเวช รพ.นครปฐม โดยคุณแม่จุดธูปเรียกวิญญาณ สามีและลูกสาวกลับบ้าน ขณะที่ทำพิธีนั้นก็ร้องไห้ตลอดเวลา และทันทีที่เห็นศพของสามีและลูกเคลื่อนออกมา คุณแม่ก็ถึงกับล้มเซ และมีอาการจะเป็นลม คุณน้าต้องเข้ามาประคอง 
 
 
จากนั้นครอบครัวก็นำศพคุณพ่อและน้องกิ๊กมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัด โพธิ์ราชศรัทธาธรรม  อ.บางเลน  โดยมีพิธีรดน้ำศพเมื่อช่วงเย็น และสวดอภิธรรมเป็นคืนแรก โดยมีกำหนดการฌาปนกิจศพในวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายนนี้
 
 
โดยผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณแม่ เล่าว่าตอนนี้ครอบครัวยังช็อกทำใจไม่ได้มาสูญเสียคนที่รักถึงสองคน คุณพ่อ เป็นคนดีมาตลอด ช่วยเหลือคนอื่นๆ ส่วนน้องกิ๊กก็เป็นเด็กดีตั้งใจเรียนจนสำเร็จ เป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ก็ต้องมาจบชีวิตแบบนี้ ส่วนหลานชายน้องวาเลน ลูกชายของน้องกิ๊กและสามี ตอนนี้ทางญาติช่วยกันดูแลไปก่อนจนกว่าจะเสร็จสิ้นพิธีงานศพ 
 
ด้านนายรัชตะ น้าชายของน้องกิ๊ก เล่าว่า ตกใจมากกับข่าวที่เกิดขึ้น ทั้งกิ๊กและแอ๊ป เป็นคู่สามีภรรยาที่ รักกันมาก ไม่เคยมีปัญหาทะเลาะกันมาก่อน หรืออาจะเคยมีปัญหาแต่กิ๊กไม่ยอมบอกที่บ้าน  กิ๊กเป็นเงียบๆไม่ค่อยเล่าปัญหาให้ที่บ้านฟัง ตั้งแต่กิ๊กป่วย ตนก็คุยสอบถามอาการทางข้อความแชทในเฟซบุ๊ก แต่ในระยะหลังน้องกิ๊กไม่ได้ตอบข้อความ มีแต่แอ๊ปสามี ตอบข้อความแทน และเมื่อสองวันก่อนเกิดเหตุ ตนก็แชทสอบถามอาการน้องกิ๊ก แต่ก็ไม่มีการตอบกลับ
 
 
ที่ผ่านมา กิ๊กและแอ๊ปถือเป็นคู่ที่รักกันมาก คบกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ตอนที่น้องกิ๊กย้ายหอพัก ตนก็เป็นคนมาช่วยขนของและก็เจอนายแอ๊ปเป็นครั้งแรก  เมื่อเรียนจบทั้งคู่ก็เปิดโรงเรียนสอนพิเศษ โดยน้องกิ๊ก สอนภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ และประวัติศาสตร์ ส่วนสามี สอนคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์  
ที่ผ่านมาครอบครัวน้องกิ๊กน่ารักและอบอุ่นมาก เวลาช่วงเทศกาล นายแอ๊ปก็พาน้องกิ๊กและครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด โดยที่นายแอ๊ปและครอบครัวน้องกิ๊กไม่เคยมีท่าทีบาดหมางหรือไม่ชอบหน้ากันมาก่อน โดยเฉพาะ พ่อตา ซึ่งเป็นคนที่ใจดีมาก ให้คำแนะนำลูกหลานมาตลอด ข่าวที่ออกมาว่า พ่อตากีดกันไม่อยากให้น้องกิ๊กกลับไปอยู่กับสามีนั้น ไม่น่าจะเป็นความจริงเพราะที่บ้านทุกคนรู้ว่าสองคนรักกันมาก ไม่มีใครอยากพรากลูกพรากเมียใคร แต่ช่วงที่กิ๊กป่วยไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น 
 
 
นอกจากนี้น้าน้องกิ๊กยังกล่าวว่าตั้งแต่เกิดเรื่อง ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อขอโทษหรือพูดคุยกับทางครอบครัวนายแอ๊ป แต่ก็รับรู้เรื่องการบาดเจ็บสาหัสจากสื่อเท่านั้น  หลังเสร็จสิ้นงานศพ ทางครอบครัวก็จะคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งการดูแลสภาพจิตใจแม่และน้องชายของน้องกิ๊ก เพราะครอบครัวนี้ มีลูกสองคน คือน้องกิ๊กและน้องเก่งน้องชาย
 
 
ทางด้านน้องเก่ง น้องชายน้องกิ๊ก เล่าว่า พี่สาวตนและพี่เขยรักกันมาก ตอนแรกพี่เขยก็ดูแลพี่สาวอย่างดี แต่มาระยะหลังพบว่า พี่เขยดูแลพี่สาวไม่สม่ำเสมอเหมือนเดิม เวลาต่อหน้าผู้ใหญ่ก็ดูแลดี แต่พอลับหลังคนละอย่าง โดยเฉพาะช่วงที่พี่กิ๊กป่วยแม่บอกว่า พี่กิ๊กก็ยังต้องทำงานสอนพิเศษ และพี่เขยก็ไม่สนใจดูแล ทางครอบครัวต้องรับพี่กิ๊กและหลานกลับมาดูแลที่บ้าน
 
 
สำหรับหรับปมสังหารครั้งนี้เป็นเรื่องความขัดแย้งภายในครอบครัวและความเครียดกดดันของฝ่ายสามี ซึ่งระยะหลังโรงเรียนสอนพิเศษขาดรายได้ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่จะมาเรียนกับภรรยามากกว่า และเมื่อภรรยาป่วยก็ยังต้องช่วยสอนพิเศษ 
 
 
ทางครอบครัวฝ่ายหญิงจึงมารับกลับไปดูแล ฝ่ายสามี จึงเกิดความเครียดและวิตก ทั้งการหารายได้ เพื่อมาเลี้ยงดูครอบครัว และรักษาภรรยาที่ป่วยหนัก  ก่อนเกิดเหตุไปตามภรรยากลับ มาอยู่ที่บ้านด้วยกัน แต่ทางครอบครัวฝ่ายหญิงขอให้อาการดีขึ้นและแข็งแรงกว่านี้  นายแอ๊ปก็กลับบ้านไปด้วยท่าทางโกรธ 
 
พอเช้าวันเกิดเหตุ พ่อก็พาน้องกิ๊ก มาหาหมอตามนัด  นายแอ๊ปก็ตามไปคุยกับน้องกิ๊กและพ่อตาอีกครั้ง เพื่อจะขอให้น้องกิ๊กกลับมาอยู่ด้วยกันที่โรงเรียนสอนพิเศษเหมือนเดิม แต่พ่อตาไม่ยอมเพราะห่วงลูกสาวและหลานวัย5เดือน จึงไม่ยอมให้น้องกิ๊กกลับมาอยู่กับสามี  ทำให้สามีโกรธจัด ก่อเหตุสลดขึ้น 
 
 
ขณะที่ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ที่ผ่านมาเรื่องความรุนแรงในโรงพยาบาลมักเกิดขึ้นในห้องฉุกเฉินเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งกรณีญาติผู้ป่วยไม่พอใจเรื่องของการรักษาพยาบาล หรือกรณีมีคู่อริเข้าไปทำร้ายกันในห้องฉุกเฉินแบบนี้เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังภายในห้องฉุกเฉินอย่างเข้มงวดมีการแบ่งสัดส่วน กันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่อย่างชัดเจนรวมถึงมีบางแห่งและมีการติดตั้งเครื่องสแกนอาวุธ เอาไว้แล้วอย่างไรก็ตามเคสนี้นับว่าเป็นเคสแรกๆ ที่เกิดขึ้นนอกพื้นที่ห้องฉุกเฉิน อีกทั้งยังเป็นญาติลงมือก่อเหตุทางเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้เอะใจหรือเฝ้าระวังอะไรนึกว่าเป็นญาติที่มาเยี่ยมกันธรรมดาเท่านั้น 
 
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กระทรวงสาธารณสุข ต้องมีการทบทวนมาตรการในการดูแลป้องกันเหตุความรุนแรงในโรงพยาบาลเพิ่มเติม จากที่ตอนนี้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยมาตรวจตราสม่ำเสมอ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในโรงพยาบาลเข้าฝึกอบรมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องของการสังเกตลักษณะบุคคลต้องสงสัย ก็จะขอให้มีการเฝ้าระวังในส่วนของญาติเข้าไปด้วยเพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงในครอบครัวที่อาจจะมาเกิดขึ้นในพื้นที่ของโรงพยาบาลเช่นนี้อีก พร้อมทั้งจับตาเฝ้าระวังในเรื่องของการพกอาวุธเข้าไปในพื้นที่อื่นๆของโรงพยาบาลด้วย แต่เรื่องของการตั้งตรวจแสกนอาวุธเข้มนั้นเป็นไปได้ยากเนื่องจากโรงพยาบาลเป็นพื้นที่เปิดหากเข้มงวดเกินไปอาจกระทบกับการให้บริการที่ล่าช้า ยกเว้นที่ห้องฉุกเฉินบางโรงพยาบาลก็ติดตั้งแล้ว 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชมผ่านยูทูปได้ที่ :https://youtu.be/taaAUBu3dbI
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ