26 ก.ค. 2561
5,363 ครั้ง

ภรรยาร่ำไห้ เชิญวิญญาณสามีโดดตึกศาล พบชิ้นส่วนกะโหลกตกที่เกิดเหตุ ผบ.ตร.สั่งตรวจสำนวนใหม่

จากกรณีการเสียชีวิตของนายศุภชัย ทัฬหสุนทร ที่กระโดดจากชั้น 8 ศาลอาญารัชดาฯ โดยสาเหตุมาจากความเครียดหลังจากศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยคดีฆ่าลูกชายคือ นายธนิต ทัฬหสุนทร ที่เสียชีวิตจากการถูกคนร้ายใช้มีดแทงบริเวณซอยประชาสังคมสงเคราะห์ 1 ในวันที่ 15 เม.ย. 2559 เนื่องจากผู้เป็นพ่อมีความหวังอย่างมาก โดยยอมออกจากงานเพื่อมาหาหลักฐานต่างในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีนั้น

 

ล่าสุดทางภรรยาและญาติของผู้ตายได้นิมนต์พระสงฆ์ เดินทางมาทำพิธีเชิญดวงวิญญาณของผู้ตายที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก โดยจุดธูปสักการะเจ้าที่ ก่อนมีการนำตุ๊กตาผู้ชายเป็นเสมือนตัวแทนผู้ตาย มาวางยังจุดที่เสียชีวิต ผูกโยงสายสิญจน์และกล่าวคำเชิญดวงวิญญาณจากศาลอาญาไปทำพิธีฌาปนกิจที่วัดกุนนทีฯ ด้วยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ทั้งนี้ ก่อนเริ่มพิธี ทางญาติพี่น้องที่เดินทางมาถึงก่อน ยังได้พบเศษชิ้นส่วนกะโหลกเป็นสามเหลี่ยมขนาดประมาณ 1 นิ้ว ของนายศุภชัยที่ยังตกค้างอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย จึงได้เก็บไป

 

หลังเสร็จสิ้นพิธี นางเรวดีได้หันมากราบขอบคุณสื่อมวลชน พร้อมกล่าวว่าขอให้สื่อเมตตาเราด้วย ขอบคุณทุกสื่อที่มีพระคุณกับครอบครัวเรามาก ขอบคุณจากใจจริง และขอบคุณผู้ใหญ่ที่ดูแลคดีนี้ โดยผู้สื่อข่าวได้ถามเพิ่มเติมถึงจำเลยในคดีนี้ว่ามีอิทธิพลอย่างไร

 

นางเรวดีบอกว่า “มีเพื่อนๆ เขาบอกว่าแม่เขาปล่อยเงินกู้” เมื่อถามถึงตัวประจักษ์พยานที่ป่วยเป็นใคร มีใครทำให้ป่วยหรือไม่ นางเรวดีกล่าวว่าไม่ทราบ ทั้งนี้รู้สึกสบายใจมากขึ้น เริ่มมีกำลังใจในการอยู่ต่อ หลังตำรวจบอกว่าจะกลับมาดูสำนวนคดีให้

 

ทั้งนี้การสูญเสียสามีเป็นความสูญเสียเสาหลักของครอบครัว เพราะก่อนหน้านี้สามีทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ส่วนตนเป็นแม่บ้าน รายได้ของครอบครัวจึงมาจากสามีทั้งหมด ส่วนบ้านหลังที่อาศัยอยู่ก็ผ่อนอยู่ และก่อนจะเกิดเรื่องร้ายกับลูกชายสามีก็ยังทำงานบริษัท

 

แต่หลังจากที่ต้องมาเดินเรื่องคดีอย่างจริงจัง จึงได้ตัดสินใจลาออกเพื่อให้มีเวลาทุ่มเทจัดการคดีของลูกชายได้อย่างเต็มที่ ทั้งเดินหากล้องวงจรปิด หรือทำเอกสารต่างๆ โดยตอนนี้คิดว่าจะขายบ้าน เพราะไม่อยากอยู่ตรงแล้วเนื่องจากรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงกลัวอันตรายหลังจากไม่มีสามีอยู่แล้ว ส่วนลูกชายก็ยังบอบบาง จึงคิดจะไปอยู่ที่อื่นเพื่อความสบายใจ

 

ขณะที่ น.ส.ธนพร ศิริบานเย็น ทนายความของนายศุภชัย กล่าวว่า หลังจากรับเป็นทนายในคดีนี้จะเห็นว่าการหาหลักฐานต่างๆเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะพยานบุคคลที่ไม่เต็มใจที่จะมาศาล ทั้งที่เป็นเพื่อนกัน และผู้ปกครองเองก็ไม่อยากให้ลูกเกี่ยวข้องในคดีนี้ ไม่มีใครที่จะบอกว่าเห็นเหตุการณ์ มีแต่นายตงซึ่งสุดท้ายก็พบว่ามีอาการทางจิตไม่สามารถนำมาขึ้นเบิกความได้

 

แต่นายศุภชัยก็พยายามหาหลักฐานต่างๆโดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิด และเขามั่นใจในหลักฐานมากโดยเฉพาะหลังจากสืบพยานเสร็จ และมั่นใจว่าจะมีการลงโทษจำเลย ซึ่งคำสุดท้ายที่ตนพูดกับเขาคือไม่ว่าจะแพ้หรือชนะจะต้องมีการอุทธรณ์แน่นอน ดังนั้นครั้งนี้ขอให้ฟังไปก่อน แต่พอได้ทราบคำตัดสินก็รู้สึกผิดคาด แต่ก็เข้าใจในเหตุผลว่าประจักษ์พยานไม่เพียงพอที่จะลงโทษ ก็ต้องยกเหตุประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โดยตนและทีมงานที่เกี่ยวข้องจะได้วางแนวทางอุทธรณ์ต่อไป

 

ทนายความกล่าวต่อว่า นอกจากนี้การก่อเหตุยิงกันในงานศพของนายธนิตเมื่อ 2 ปีก่อนจนมีผู้เสียชีวิต 1 รายในวัด ทำให้เห็นว่าไม่ใช่คดีพิพาทธรรมดา ซึ่งคาดว่าจะเป็นเรื่องของ 2 สถาบันที่มีความโกรธเคืองกัน

 

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น สำนวนคดีมีความบกพร่องตรงไหน จุดใด แล้วให้กลับมาชี้แจง เพราะเรื่องนี้พนักงานสอบสวนได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาให้พนักงานอัยการไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นดุลยพินิจของท่าน

 

 “ที่ผ่านมา ผมกำชับตลอดว่าทุกคดีต้องสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่ ให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคดีดังหรือไม่ดังก็ให้ความสำคัญเท่ากัน แต่บางคดีก็มีข้อจำกัดในเรื่องการหาพยานหลักฐาน เช่นกล้องวงจรปิดใช้ไม่ได้ มองไม่เห็น หรือหลักฐานไปไม่ถึงจริงๆตรงนี้ก็อาจจะเป็นจุดอ่อนของสำนวนก็ได้ ซึ่งเรื่องกล้องวงจรปิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯก็กำชับตลอด เพราะเป็นเรื่องสำคัญในการสืบสวนสอบสวน” พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว

 

พร้อมยืนยันว่า ทุกคดีตำรวจทำเต็มที่ บางคดียากๆ อย่างเช่นคดีฆ่าหั่นศพตำรวจก็ทำได้ คดีนี้ก็ต้องกลับไปดูว่ามันมีส่วนบกพร่องตรงไหนอย่างไร ถ้าตำรวจทำไม่ดีตนก็ต้องลงโทษอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ทางครอบครัวของผู้เสียหาย ออกมาระบุว่า ตำรวจให้ครอบครัวแสวงหาพยานหลักฐานฝ่ายเดียวนั้น ต้องสอบถามไปยังสถานีตำรวจนครบาลที่เป็นเจ้าของคดี เพราะทุกคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจแสวงหาพยานหลักฐานเต็มที่อยู่แล้ว

 

ที่ผ่านมา ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ โดยปกติตำรวจจะแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานก่อน และเรื่องนี้ก็ไปถึงศาลชั้นต้นแล้ว จากนี้ก็ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ถ้าหากญาติผู้เสียหายจะขอรื้อหรือโอนคดีไปกองปราบปรามก็เป็นสิทธิ์ของญาติ แต่ก็ต้องพิจารณาว่าสามารถทำได้หรือไม่

 

จากนั้นในเวลา 17.30 น. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. เดินทางมาที่วัดกุนนทีรุทธาราม เพื่อร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลและฟังสวดอภิธรรมศพ นายศุภชัย ทัฬสุนทร อายุ 51 ปี โดย ผบช.น.ได้เข้าพูดคุยให้กำลังใจนางเรวดี ทัฬหสุนทร ภรรยาผู้เสียชีวิต โดยยืนยันว่าทางตำรวจจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ความเป็นธรรม พร้อมทั้งขอแฟ้มทางคดีที่ผู้ตายรวบรวมมาเพื่อนำมาพิจารณาว่าสำนวนคดีนี้มีข้อบกพร่องใด ๆ บ้าง ส่วนนางเรวดี ก็บอกว่าหลังเกิดเหตุตนร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะร้องแล้ว คิดอยากตายตามแต่มีคนมาดึงไว้

 

ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า สำนวนคดีนี้ถ้าอ่อนคงไม่ผ่านในชั้นอัยการ ซึ่งคดีนี้อัยการได้มีการตรวจสำนวนและสั่งฟ้อง โดยตอนนี้กำลังกลับมาดูเพิ่มว่ามีอะไรในสำนวนที่ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาคดี ถ้ามีอะไรที่ดีกว่าก็จะมอบให้กับอัยการเพื่อทำคำอุทธรณ์ ตอนนี้เราพยายามหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ส่วนถ้าได้พยานหลักฐานใหม่ ก็ต้องรอให้การพิพากษาคดีนี้ถึงที่สุดจนถึงฎีกาก่อน ทั้งนี้ ตนได้เซ็นคำสั่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว

 

เบื้องต้นให้คณะทำงานรายงานผลภายใน 15 วัน ทั้งเรื่องการคัดคำพิพากษา และการปรึกษากับอัยการถึงรายละเอียดของคดีในการเสาะหาพยานหลักฐานต่างๆเพิ่มเติม โดยวางกรอบการทำงานให้กับคณะทำงานว่าในสำนวนคดีมีส่วนใดที่ยังบกพร่อง ที่จะสามารถช่วยเหลือคดีในชั้นอุทธรณ์ได้ โดยก่อนหน้านี้ได้เรียกหัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดเดิมมาพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดในเบื้องต้นแล้ว นอกจากนี้จะต้องไปดูว่าพนักงานอัยการมีการสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มเติมในส่วนใดบ้างหรือไม่ หนึ่งในนั้นคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่าพนักงานสอบสวนรวบรวมไม่ครบถ้วน

 

โดยยืนยันว่าคดีนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการจะช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมทางคดี ซึ่งหลังจากนี้จะเรียกประชุมคณะทำงานทั้งหมด โดยจะไล่ดูคดีตั้งแต่เริ่มจับกุมผู้ต้องหาจนไปสู่การทำสำนวนส่งฟ้องผู้ต้องหา รวมไปถึงกรณีที่มีการก่อเหตุซ้ำในงานศพของลูกชายของนายศุภชัย ซึ่งมีการก่อเหตุยิงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มผู้ต้องหามีกลุ่มผู้มีอิทธิพลหนุนหลังอยู่ ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าบุคคลใดหนุนหลัง

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนหรือไม่ พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า ทุกคดีพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ตามที่ตนเองและพนักงานอัยการเห็นสมควร

 

ถามว่าที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ค่อยให้น้ำหนักกับพยานนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งที่สามารถรับฟังได้กว่าพยานบุคคลหรือไม่ พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า ต้องถามว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หาได้หรือไม่ ถ้าหาไม่ได้ก็ทำไม่ได้ ต้องขอเวลาดูสำนวนก่อนว่าพนักงานสอบสวนทำครบถ้วนหรือไม่ หากผิดพลาดทั้งหมดจริงๆ คนที่ทำก็ต้องรับผิดชอบ

 

พล.ต.ท.ชาญเทพ ยังกล่าวอีกว่า จะเรียกสำนวนคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ สน.ห้วยขวาง กรณีวันสวดศพนายธนิต มีกลุ่มวัยรุ่นยกพวกมาทะเลาะวิวาทและยิงกันหน้าวัดจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย มาตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อหาความเชื่อมโยงของทั้งสองคดีต่อไป

 

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/5qvlqIz1mOk

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ