14 ม.ค. 2563
866 ครั้ง

'พ.ต.อ.ไพรัตน์' ฟ้อง ผบ.ตร. ปฏิบัติมิชอบ สั่งย้ายไม่เป็นธรรม

พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รอง ผบก. อก.บช.ภ.9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายโดยมีมูลเหตุจูงใจด้านอื่น 

 

โดย พ.ต.อ.ไพรัตน์ชี้แจงว่า เคยทำบันทึกกล่าวหายื่นต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ขอความเป็นธรรมกรณีถูกรอง ผบ.ตร.นายหนึ่ง ให้จเรตำรวจออกสุ่มตรวจทรงผม เมื่อประมาณกลางปี 61 ปรากฏหลักฐานว่า จากจำนวนข้าราชการตำรวจ ทั่วประเทศประมาณสองแสนกว่านาย

 

แต่กลับกำหนดตนเป็นเป้าหมายหนึ่ง เมื่อพบว่าตนตัดผมเรียบร้อยตามระเบียบก็ไม่ยอมจบ นำภาพถ่ายเก่ามาเป็นเหตุสั่งย้ายไปประจำที่ ศปก.ตร. ตนทำบันทึกกล่าวหานายตำรวจยศ พล.ต.อ.ดังกล่าวไปถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ช่วงปลายเดือน ส.ค.62 เเต่ก็มีคำสั่งที่ผ่านมาให้ย้ายจาก รอง ผบก.ภ.จ.เพชรบุรี ไปเป็น รอง ผบก. อก.บช.ภ.9 มีมูลเหตุจูงใจด้วยสาเหตุดังกล่าวไม่ได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ

 

แต่กระทำไปเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายแก่ตนอันเป็นความผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 การแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมาตนไม่มีปัญหา แต่เมื่อเป็นการโยกย้ายโดยไม่สุจริตก็ต้องใช้สิทธิร้องต่อศาล พร้อมทั้งนำพยานหลักฐานเป็นความเห็นการตั้งสอบความประพฤติของตน เเละเเผ่นอัดเสียงสนทนาระหว่างตนกับนายตำรวจระดับสูง เพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุจูงใจที่ฟ้องร้องคดี

 

การยื่นฟ้อง ผบ.ตร.เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ได้ต้องการท้าชนหรือลองดี แต่เป็นการฟ้องตามหลักการเพราะ ผบ.ตร.เป็นผู้อนุมัติคำสั่งโยกย้ายทั้งหมด ก่อนหน้านี้เคยทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว แต่ ผบ.ตร.ก็ไม่ได้นำไปพิจารณา ส่วนความขัดแย้งกับรอง ผบ.ตร.คู่กรณีตามกลั่นแกล้งมาตลอด ขอไม่เปิดเผยเพราะเป็นข้อมูลในสำนวนฟ้อง ขอบอกเพียงว่ารอง ผบ.ตร.คนดังกล่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.กับ ผบ.ตร. อีกทั้งเคยกล่าวทำนองข่มขู่ว่าจะตามเอาผิดตนตลอดและมีคลิปเสียงเป็นพยาน

 

ต่อมา พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. ที่ถูกกล่าวหา ได้ออกมาชี้แจงว่า กรณีของทรงผมข้างขาว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีคำสั่งออกมาตั้งแต่ปี 60 ให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศรับทราบโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะสังกัดหน่วยงานไหน ถือให้ตำรวจทุกนายรับทราบและปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ได้มาเริ่มมีคำสั่งช่วงปี 61

 

อีกทั้งขณะที่ พ.ต.อ.ไพรัตน์ดำรงตำแหน่งรอง ผบก.วิทยาลัยการตำรวจ บช.ศ. ยังไปกล่าวขณะอบรมนักเรียนหลักสูตร ผกก.ในขณะนั้นว่า ไม่ต้องตัดผมตามคำสั่ง ตร. เนื่องจากขณะอบรมไม่ได้เป็นตำรวจฝ่ายปฏิบัติ เรื่องนี้เมื่อมีการตรวจสอบพบว่า พ.ต.อ.ไพรัตน์มีการพูดเรื่องนี้จริง ดังนั้นกรณีใดๆก็ตามมีการให้ข้อความอันเป็นเท็จ ตร.จะดำเนินการฟ้องกลับ

 

ที่ผ่านมาตนเคยแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงนายตำรวจคนนี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จัดกิจกรรมดนตรีในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ให้ทีมงานจำหน่ายบัตรชมกิจกรรมให้ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ โดยมีพฤติกรรมข่มขู่บีบบังคับ ล่อลวงขู่เข็ญ ให้ซื้อบัตรเข้าชม หลังมีคำสั่งออกไป พ.ต.อ.ไพรัตน์กลับฟ้องตนและพวกและ ตร.ในข้อหาละเมิดศาลมีคำสั่งพิพากษายกฟ้องเมื่อปลายเดือน ธ.ค.62 ที่ผ่านมา เท่าที่ตรวจสอบพบว่าการจัดกิจกรรมดนตรีในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่มีการจัดขึ้นในพื้นที่ จ.ภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังจัดในหลายๆพื้นที่ได้กำไรในการจัดกิจกรรมนับหลักล้านบาทต่อครั้ง ดังนั้นคำสั่งโยกย้ายที่ออกมาเป็นเรื่องของพฤติกรรม และทัศนคติ ของนายตำรวจท่านนี้มากกว่าไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งกันแต่อย่างใด

 

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ประเด็นฟ้องร้อง ผบ.ตร.คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม อยากให้ดูตัวอย่าง ผบ.ตร.สมัยที่ดำรงตำแหน่ง สว.สายตรวจพิเศษ เมื่อเปลี่ยนแปลงผู้บังคับบัญชายังเคยถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง สว.สุนัขตำรวจ ถือเป็นเรื่องปกติของวิถีตำรวจ

 

เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ละครั้งผู้บังคับ บัญชาย่อมมีเหตุผล ดังนั้นหากได้รับการแต่งตั้งแล้วไม่ถูกใจ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาแต่จะร้อง แล้วองค์กรจะอยู่อย่างไร ความมีวินัยอยู่ตรงไหน ต้องมองย้อนดูตัวเองว่าที่ถูกโยกย้ายมีพฤติกรรมอย่างไร ที่ผ่านมามีปัญหาอะไร มีวินัยหรือไม่ เขาสั่งให้ตัดผมแล้ว ตัวเองมีวินัยเพียงพอหรือไม่ การไปพูดปลุกปั่นให้ไม่ต้องตัดผมเป็นการกระทำที่ใช้ได้หรือไม่ ส่วนตัว ผบ.ตร.ไม่ได้สนใจในการฟ้องร้องครั้งนี้ ส่วนจะมีนัยอะไรหรือไม่ ต้องไปถามผู้ร้อง

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/s1fQwX71bKU

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ