07 มี.ค. 2563
170 ครั้ง

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวมาตรการลดผลกระทบโควิด-19 ชุดที่ 1 แจกเงิน 2 พันบาท

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ซึ่งวาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยย้ำว่า ไม่อยากให้มุ่งประเด็นที่เรื่องการแจกเงิน เพราะเป็นเพียงมาตรการส่วนย่อยและชั่วคราวเพียง 2 เดือนเท่านั้น และยังมีมาตรการอื่น ๆ อีกมากที่รัฐบาลทำอยู่และเร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบ พร้อมทั้งยืนจะนำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ และขอให้ทุกคนร่วมมือกัน
 
 
โดยมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วยการดูแลรายได้ให้เพียงพอ คือ สนับสนุนเงินโดยตรงให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย , เกษตรกร และ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน โดยจะช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท ผ่านระบบอีเพย์เม้นต์ ซึ่งกระทรวงการคลังจะรวบรวมจำนวนผู้เข้าข่ายได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าวเพื่อเสนอในที่ประชุม คณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุมไม่มีการเปิดเผยวงเงินรวมที่ใช้ในมาตรการนี้
 
 
ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อพยุงธุรกิจและลดปัญหาการเลิกจ้าง โดยมี 4. มาตรการ คือ 1. มาตรการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 2. พักเงินต้น ขยายเวลาชำระหนี้ และผ่อนภาระดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 3. ส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ และ สถาบันการเงิน ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้กับลูกหนี้ทุกกลุ่ม รวมถึงผ่อนปรนหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อต่างๆ และ ลดค่าธรรมเนียมต่าง / ผ่อนปรนการชำระเงินขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้บัตรเครดิต เป็นระยะเวลา 2 ปี ถึง 31 ธ.ค.64 และ 4.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านเงินกองทุนประกันสังคม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา
 
 
สำหรับมาตรการทางภาษี 4 ด้าน คือ 1. คืนสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการในประเทศเพื่อลดภาระชั่วคราว 2. มาตรการลดภาษีลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของเอสเอ็มอี ที่เป็นลูกค้าของสถาบันการเงิน 3. ส่งเสริมการจ้างงาน โดยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำรายจ่ายค่าจ้างลูกจ้างมาหักรายจ่ายได้ 3 เท่า ตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 ก.ค. 4.เร่งกระบวนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ
 
 
นอกจากนี้ยังให้กระทรวงการคลังไปดูขั้นตอนการเบิกจ่ายงบรัฐให้มีประสิทธิภาพ และ ให้ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) เร่งส่งเสริมความเชื่อมั่นตลาดทุนเป็นการชั่วคราว โดยปรับหลักเกณฑ์การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ด้วยการปรับสัดส่วนวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียน หรือตลาดหุ้นได้มากกว่า 65% ได้จนถึง มิ.ย.63 มีระยะถือครอง 10 ปีเช่นเดิม ขณะเดียวกันให้ธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยดอกเบี้ยต่ำให้กับธนาคารพาณิชย์อื่น ๆในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ไปปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.0
 
 
รองนายกรัฐมนตรี ยังได้สั่งการให้ กระทรวงการคลัง ไปหารือกับสำนักงบประมาณ แนวทางจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในภาวะวิกฤตด้วย
 
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ