07 มี.ค. 2563
23,044 ครั้ง

นพ.ธีรวัฒน์ ยัน โควิด-19 มีการกลายพันธ์ ผู้ป่วยมีรอยโรคผิดเพี้ยนไป ต้องตรวจรหัสพันธุกรรมอย่างระมัดระวัง

 
กรณีทีมนักวิจัยของจีนได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการวิจัยในวารสารวิชาการ เนชันแนล ไซนซ์ รีวิว ระบุว่า โคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งก่อให้เกิดโรคโควิด-19 นั้นได้วิวัฒนาการออกเป็น 2 ชนิด ทำให้มีอัตราการติดเชื้อแตกต่างกันและมีความสามารถในการกระจายตัวในสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป ข้อสรุปดังกล่าวได้จากการวิเคราะห์จีโนมหรือยีนทั้งหมดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ 2019 รวมทั้งสิ้น 103 จีโนม ซึ่งทำให้สามารถบ่งชี้ถึงการเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมากถึง 149 จุดของสายพันธุกรรมทั้งหมด
 
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างกังวลการลุกลามของเชื้อไวรัสนี้ เมื่อเข้าสู่ในคนแล้วมีโอกาสกลายพันธุ์ ทำให้แพร่จากคนสู่คนมีความอันตรายขึ้น หลังมีความผิดปกติในการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสจากตัวผู้ป่วย และรายงานผลการถอดรหัสกันทุกชั่วโมง ตั้งแต่แพร่ระบาดคนแรกจนถึงปัจจุบัน ผลปรากฏว่า เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีลักษณะการเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมทุกยีนของไวรัสโคโรนา ค่อนข้างแตกต่างไปจากเดิมตลอด
 
การกลายพันธ์เป็นกระบวนการวิวัฒนาการของเชื้อ เมื่อ 17 ปีที่แล้วที่มีการตรวจสอบพบว่าในค้างคาวหนึ่งตัว มีไวรัสมากกว่าหนึ่งตัว เพราะฉะนั้นจึงมีการคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเชื้อที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตนั้น จะสามารถประกอบร่างเป็นเชื้อตัวใหม่ได้ และมีการศึกษาติดตามกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งทราบว่า ในที่สุดแล้ว เชื้อไวรัสจากตัวค้างคาว ที่แพร่มาสู่มนุษย์โดยอาจมีตัวกลาง จนเกิดการผ่าเหล่า หรือมีการเปลี่ยนรหัสพันธุกรรม มีการพัฒนาตัวเองกลายเป็นชนิดที่มีความดุร้ายและแบบไม่ดุร้าย ซึ่งชนิดดุร้ายจะแข่งแกร่งมากในช่วงแรกๆ เมื่อมีการรักษา ควบคุุม จะทำให้เชื้อดุร้ายกลายเป็นแบบประนีประนอม เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ ล่าสุด พบว่าในมนุษย์ 1 คน พบเชื้อโควิด-19 หลายตัว ซึ่งหลายตัวมีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม โดยการที่เชื้อควบรวมกันแล้วประกอบร่างใหม่ขี้นมา 
 
ไวรัสโคโรนา สายพันธ์แรกๆ อาจมีอาการเพียงไข้หวัด น้ำมูกไหล ซึ่งกลายพันธ์จนสามารถทำให้ปอดบวมรุนแรงอย่างปัจจุบันได้ ฉะนั้น ไวรัสโคโรนา 2019 ผ่านการพัฒนาในตัวผู้ติดเชื้อแต่ละคน แต่ละวัน ได้เพียง 1 เดือนของการระบาด แต่สามารถผันแปรรหัสพันธุกรรมค่อนข้างหลายตำแหน่งในยีนไวรัสนี้ ที่มีความรวดเร็วมากกว่าไวรัสชนิดอื่น เพราะตัวของเชื้อไวรัสต้องปรับตัวให้สามารถอยู่รอด ด้วยการแพร่จากคนไปสู่อีกคน เพื่อไม่ให้ถูกทำลายได้ง่าย การเปลี่ยนพันธุกรรมนี้ ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าไวรัสโคโรนา 2019 จะพัฒนากลายพันธุ์ ในลักษณะบางเบาลง หรือพัฒนาแข็งแรงขึ้น หรือแพร่ระบาดง่ายขึ้น มีระดับความอันตรายมากกว่าเดิม จนทำให้บุคคลเคยติดเชื้อแล้วหายเองนั้น เริ่มมีภูมิคุ้มกันในร่างกายแล้วจะติดเชื้ออีกหรือไม่ และมีโอกาสพัฒนาการติดต่อผ่านทางระบบหายใจ ที่ไม่ใช่จากการสัมผัส หรือละอองฝอยเช่นตอนนี้หรือไม่ 
สิ่งที่น่าจับตาในขณะนี้  พบว่าผู้ป่วยบางรายมีลักษณะอาการหรือรอยโรคผิดเพี้ยนไปจากเดิม ไม่มีอาการไข้ ไอ หรือเหนื่อยหอบ แต่มีอาการปวดศีรษะ เมื่อไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด พบว่าผู้ป่วยมีเชื้อโควิด19 ซึ่งผลตรวจละเอียดพบว่าเชื้อโควิด19 ทำให้สมองอักเสบ เชื้อขึ้นไปที่สมองแทนที่จะลงปอด  ทำให้การตรวจหาเชื้อและรักษายากมากขึ้น ทั้งนี้ ในเรื่องรหัสพันธุกรรมที่เปลี่ยนไป ทำให้การวางแผนวินิจฉัยสารพันธุกรรมด้วยวิธี PCR  ต้องมีความระมัดระวังอย่างสูงสุด เพื่อสามารถตรวจพบเชื้อที่กลายพันธ์ได้ 
 
กรณีการประกาศพื้นที่เขตติดโรคติดต่ออันตราย 4 ประเทศ ที่ไทยได้ประกาศไปล่าสุด เป็นไปตามหลักฐานการระบาดวิทยา โดยใช้ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยหนักที่เข้าโรงพยาบาล รวมถึงผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สิ่งสำคัญเมื่อประกาศเขตติดโรคติดต่ออันตรายแล้ว อยากให้ภาครัฐมีวิธีการควบคุมบุคคลที่มีความเสี่ยงอย่างจริงจัง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ ต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในการตรวจสอบ สิ่งที่อยากเห็นตอนนี้ คือการตั้งผู้บัญชาการสงคราม ที่ต่อสู้กับเชื้อโควิด19 ที่เป็นผู้ทำงานจริง มีความรู้จริงๆ สามารถตัดสินใจได้ โดยลดท่อนการรายงานหลายขั้น หรือลดการสั่งการที่ซับซ้อนของระบบราชการ เพราะตอนนี้การสู้กับสงครามต้องการคนทำงานที่มีความรู้ ไม่ต้องการจอมทัพ แม่ทัพ ที่จะทำอะไรต้องรายงานแม่ทัพใหญ่ กว่าจะตัดสินใจสั่งการไม่ทันเหตุการณ์ 
 
เพราะการคำนวณสัดส่วนการระบาดของโรค พบว่าในอัตรา 8 : 2 จะมีผู้ที่ไม่แสดงอาการป่วย แต่มีเชื้อโควิด19 ในร่างกายที่ติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้ ดังนั้นประเทศไทยจะมีเวลา อีกเพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น ถ้าไม่มีการควบคุมจริงจังและเข้มข้น การระบาดในไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 3 อย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นบุคลากรจะไม่เพียงพอกับการต้อสู้กับเชื้อโควิด19 คนไทยเองก็ต้องช่วยกัน ป้องกันตนเอง และต้องหยุดพฤติกรรมที่เสี่ยงติดเชื้อ สำหรับประเด็นที่คนสังสัยว่าการจับธนบัตรมีโอกาสติดเชื้อได้หรือไม่นั้น ยืนยันว่าธนบัตรก็เหมือนวัตถุชนิดต่างๆที่มีผิวสัมผัส ถ้ามีเชื้อบนธนบัตร คนที่สัมผัสมีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน
 
ส่วนกรณีการรับมือกับผีน้อยที่ทยอยเดินทางกลับประเทศไทยนั้น ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจธิกุล ชัยรุ่งเรือง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ระบุว่า สำหรับชาวไทยเดินทางกลับเข้ามาในประเทศ จะต้องผ่านขั้นตอนความปลอดภัยของเรา จะมีกระบวนการคัดกรองและกักโรค จากนั้นก็จะส่งต่อมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อเข้าไปดูแลเรื่องการจัดหางานให้ หากอยากจะพัฒนาทักษะ ก็จะส่งไปยังกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือหากอยากจะกลับไปทำงานในต่างประเทศ เราก็จะดูแลจัดหาช่องทางให้สามารถกลับไปทำงานอย่างถูกต้อง ซึ่งไม่เฉพาะผีน้อยที่กลับมาเท่านั้น แต่รวมถึงคนไทยในประเทศด้วย นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานของไทยในประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้ประชาสัมพันธ์และประสานงานกับประเทศนั้นๆในการดูแลชาวไทยอย่างใกล้ชิด เช่น ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งหากชาวไทยในเกาหลีใต้ติดเชื้อ ก็จะได้รับการรักษาฟรีจนกว่าจะหาย 
 
 
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ :   https://youtu.be/Nz_gaYQeOrM
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ