21 มี.ค. 2563
6,506 ครั้ง

หนังคนละม้วน! เพจดังฉะหนุ่มติดโควิด-19 จากผับ หลังโพสต์ร่ายยาว โวยอยู่บำราศนราดูรเหมือนอยู่แดนสนธยา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่พบผู้ติดเชื้อจากสถานบันเทิง จำนวน 11 คน ก่อนที่จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากตามมา จากสถานบันเทิง และขยายวงไปยังสถานบันเทิงย่านอื่นๆ ทั้งเอกมัย รามคำแหง โดยพบว่า ก่อนหน้านี้ สธ.ได้แถลงข่าวว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้ติดมาจากเพื่อนชาวฮ่องกงที่มาปาร์ตี้ร่วมกัน 
 
 
ล่าสุดพบว่า สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ป่วย 11 คน ที่พบว่ามีการป่วยติดเชื้อโควิด-19 ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “COVID19 ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด…ถ้ารัฐบาลกล้ายอมรับความจริง!! ถ้าอยากรู้ว่าผู้ป่วย COVID19 รุ่นแรกๆ ของประเทศนี้เป็นยังไงก็อ่านให้จบนะคับ อาจจะยาวหน่อยแต่มันเป็นเรื่องจริง #ผนงรจตกม
 
 
ผมคือผู้ติดเชื้อ COVID 19 คนหนึ่งที่ไม่แสดงอาการใดๆ ไม่ป่วย ไม่มีไข้ ไม่ไอ ไม่จาม ไม่อ่อนเพลีย ไม่ปวดเมื่อยตัว ไม่เหนื่อย ไม่ท้องเสีย ร่างกายเป็นปกติมาก (ถ้าไม่ตรวจเจอเชื้อคงไม่มีทางคิดว่าตัวเองติด COVID19) ผมจะบอกว่าถ้าใครมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงโรคนี้มันจะทำอะไรร่างกายคุณไม่ได้แน่นอนไม่ต้องวิตกกังวลกับมันให้มากจนเกินไป…แต่ แต่ แต่!! หากคุณกลายเป็นผู้ป่วย COVID19 ในประเทศนี้คุณอาจเจอประสบการณ์แบบที่ผมเจอก็ได้…!!
 
1. รัฐบาลให้ข่าวกับประชาชนไม่ตรงกับความจริงเลย!!
 
เริ่มตั้งแต่การแถลงข่าวว่ากลุ่มพวกผม 11 คน ติดเชื้อจากเพื่อนชาวฮ่องกงเพราะว่ามีเพื่อนชาวฮ่องกงบินมาเที่ยวเมืองไทยแล้วป่วยแต่ยังออกไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนคนไทย 2 ครั้ง (ย่านทองหล่อ) เมื่อวันที่ 27/02 และ 29/02 โดยมีพฤติกรรมคือกินเหล้าและสูบบุหรี่มวนเดียวกันจึงทำให้เชื้อแพร่ระบาดมาจากชาวฮ่องกง (เหมือนจะอยู่ในระดับ 2)
 
แต่ความจริงแล้วพวกผมไม่รู้จักและไม่เคยเจอชาวฮ่องกงตามที่เป็นข่าว แต่เท่าที่คุยกันในกลุ่มพอจะสรุปได้ว่า มีเพื่อนของเพื่อน (สมมุติว่าชื่อ A) ไปเจอคนฮ่องกงมาเมื่อประมาณวันที่ 21 ก.พ. แล้ว A ก็มากินข้าวที่บ้านเพื่อนผม (สมมุติว่าชื่อ B) เมื่อวันที่ 27/02 ซึ่งต่อมา B มาเจอกลุ่มผมวันที่ 29/02 ซึ่งในวันนั้น A ที่เป็นเพื่อนกับคนฮ่องกงก็ไม่ได้มาสังสรรค์ด้วย เพราะกลุ่มที่สังสรรค์กันทั้งวันที่ 27/02 และ 29/02 นั้นเป็นคนละกลุ่มไม่รู้จักกัน ซึ่งทั้งสองกลุ่มไม่รู้จักและไม่เคยเจอกับชาวฮ่องกงตามที่เป็นข่าวเลย นอกจากนั้นวันที่ 29/02 ที่ผมไปเจอเพื่อนๆ ในกลุ่มนั้นขอยืนยันว่าในวันนั้นไม่มีใครในกลุ่มป่วยหรือแสดงอาการใดๆ
 
 
ดังนั้นจะเห็นว่าพวกผมทุกคนต้องได้รับเชื้อมาจากเพื่อนคนไทยด้วยกันและเป็นการแพร่ระบาดแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อน ซึ่งในการแพร่เชื้อนั้นมันไม่จำเป็นต้องมีใครป่วยหรือแสดงอาการใดๆ แต่รัฐบาลกลับแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าพวกผมได้รับเชื้อมาจากชาวฮ่องกงซึ่งเป็นต่างชาติ เพราะรัฐบาลไม่กล้ายอมรับความจริงว่า ณ เวลานั้นเมื่อวันที่ 29/02 มีการแพร่ระบาดกันระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกันแล้ว และประเทศไทยได้เข้าสู่การแพร่ระบาดระดับ 3 แล้วตั้งแต่ตอนนั้น อีกความจริงก็คือทุกคนในกลุ่มผมวันที่ 29/02 ไม่มีใครมีประวัติเคยสัมผัสหรือใกล้ชิดกับชาวต่างชาติเลยแม้แต่คนเดียว
 
 
2. มาตรการรับมือกับการแพร่ระบาดโรค COVID19 ของรัฐบาลคือปัญหาหลัก
 
ผมติดเชื้อ COVID 19 เป็นกลุ่มแรกๆ ตั้งแต่มียอดผู้ติดเชื้อ 59 คน รวมกลุ่มพวกผม 11 คน ยอดรวมผู้ติดเชื้อตามแถลงการณ์ของรัฐบาล ณ เวลานั้น (12/03/63) มีผู้ติดเชื้อรวมทั้งประเทศ 70 คน รักษาหายกลับบ้านแล้ว 35 คน หมายความว่าวันที่ผมเข้ารับการรักษา ณ สถาบันบำราศนราดูร (11/03/63) มีผู้ป่วย COVID19 ที่รับการรักษาอยู่ในสถานบาลทั่วประเทศแค่ประมาณ 35 คน แต่เรื่องที่ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์จริงคือ
 
 
หลังจากสังสรรค์วันที่ 29/02 แล้วประมาณวันที่ 4-5/03 เพื่อนๆ ในกลุ่มประมาณ 5-6 คน เริ่มมีอาการป่วยเป็นไข้ทุกคนก็ไปหาหมอและได้รับการตรวจวินิจฉัยตามปกติและได้ขอให้หมอตรวจ COVID19 ให้ด้วยแต่กลับไม่มีใครได้รับการตรวจหาเชื้อ COVID19 เลยแม้แต่คนเดียว ด้วยเหตุผลว่าทุกคนไม่มีประวัติเดินทางไป ตปท. หรือสัมผัสใกล้ชิดกับชาวต่างชาติหรือผู้ติดเชื้อ เพื่อนๆ ที่ป่วยจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติที่บ้าน จนกระทั่งเพื่อนคนหนึ่งไปขอร้องหมอที่ (รพ.เอกชน) ให้ช่วยตรวจ COVID19 ให้ถึง 3 รอบ หมอถึงจะยอมตรวจให้ผลสรุปว่าพบว่าติดเชื้อวันที่ 10/03 จึงไลน์มาบอกเพื่อนๆ ในกลุ่มทุกคนจึงไปตรวจและพบว่าติดเชื้อกันหมดรวมถึงตัวผมซึ่งไม่มีอาการป่วยใดๆ ด้วย
 
 
กรณีตัวอย่างของพวกผมคือการที่รัฐบาลไม่ยอมรับว่าเกิดการแพร่ระบาดของโรค COVID19 ระหว่างคนไทยกับคนไทยแล้วตั้งแต่ (29/02/63) จึงทำให้หมอไม่ยอมตรวจหาเชื้อ COVID19 ให้ผู้ป่วยทั้งๆ ที่แสดงการป่วยอย่างชัดเจนแต่กลับวินิจฉัยว่าไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพราะไม่ได้เดินทางพบปะหรือสัมผัสกับชาวต่างชาติจึงไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ แถมยังให้กลับบ้านไปแพร่เชื้อได้ตามอัธยาศัย แล้วลองคิดดูว่าผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการใดๆ แบบผมถ้าไม่มาตรวจเพราะเพื่อนเป็น ผมคงไม่มีทางคิดว่าตัวเองติดเชื้อ COVID19 แล้วคงไปแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อโดยไม่รู้ตัวแน่นอน…จนกระทั่งวันนี้รัฐบาลก็ยังไม่ยอมรับว่าไทยเข้าสู่ระดับ 3 แล้ว สงสัยคงคิดว่าระบาดอยู่แค่ระดับ 2.99 มั้ง
 
 
หลังจากตรวจพบว่าติดเชื้อแล้ว (11/03) ผมก็ถูกส่งตัวเข้ามารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูรซึ่งเป็น รพ. หลักของกระทรวงสาธารสุขเกี่ยวกับโรคระบาดแพร่เชื้อโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนั้นยังมีผู้ติดเชื้อที่ต้องอยู่ รพ. ประมาณ 30 กว่าคนทั่วประเทศซึ่งจำนวนผู้ป่วยแค่ 30 กว่าคน หากดูจากความพร้อมที่รัฐบาลแถลงข่าวหรือนายกมาพูดออกทีวีเรื่องแค่นี้คงจะเป็นเรื่องสบายมากสำหรับคนในประเทศนี้
 
 
 
แต่ความเป็นจริงที่ผมต้องเจอหลังจากถูกส่งตัวมาที่ บำราศฯ มันไม่ได้ดีอย่างที่คิดอะดิ ในวันแรกๆ จะมี จนท. จากหน่วยงานต่างๆ โทรมาซักประวัติโน้นนั่นนี่หลายสายมาก ถามคำถามเดียวกันจนผมงงว่า “อยู่ในกระทรวงเดียวกันคุณไม่แชร์ข้อมูลกันเลยหรอ?” แม้กระทั่งเมื่อวานผมอยู่ รพ. มา 9 วันแล้วยังมี จนท. โทรมาถามผมอีกว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหน? admit รึยัง? มีคนซักประวัติไหม?…เอ่อมมมม!! คือข้าพเจ้าเล่าประวัติไปไม่รู้กี่รอบแล้วครัชชชช อยู่จนจะออกจาก รพ. แล้วยังโทรมาถามอีก555
 
 
10 วันที่อยู่ในบำราศฯ ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังอยู่ในแดนสนธยาหรืออาจเป็นเพราะพวกผมเข้ามา admit โดยที่ไม่มีอาการใดๆ ทุกคนในห้องที่อยู่ด้วยกันไม่มีใครได้รับยาหรือการรักษาใดๆ นอกจากได้ยานอนหลับคนละเม็ดก่อนนอนกับอาหารวันละ 3 มื้อ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11/03 จนถึงวันนี้ 20/03 เป็นเวลา 10 วันเต็มๆ ที่เข้ามา admit ผมยังไม่เคยได้เจอหมอเลยสักครั้งเดียว ไม่มีแม้แต่คำวินิจฉัยโรคจากหมอที่จะทำให้ผมเข้าใจโรคที่ผมกำลังเป็นมากขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่โรคนี้มันกำลังระบาดอย่างรุนแรงไปทั่วโลกในตอนนี้ แต่ผมกลับไม่รู้แม้กระทั่งว่าผมกำลังอยู่ในระยะไหนของโรค เชื้อมันกำลังฟักตัว หรือมันกำลังจะแสดงอาการหรือว่ามันกำลังจะหาย รู้แค่ว่าอยู่ๆ ไปรอเชื้อหมดก็กลับบ้านได้ อยู่แบบที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสใดๆ ไม่มีแม้แต่คำแนะนำว่าระหว่างอยู่ในนี้จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเชื้อจึงจะหายไวขึ้น แล้วการอยู่รวมกันหลายคนในห้องจะส่งผลอะไรกับปริมาณเชื้อในร่างกายไหม?
 
 
ชีวิตประจำวันคือการอยู่เฉยๆ กินๆ นอนๆ รอตรวจเชื้อและเจาะเลือดวันเว้นวัน ถ้าตรวจไม่เจอเชื้อ 2 ครั้งติดกันก็กลับบ้านได้ แต่ปกติการตรวจเชื้อคือการเอาไม้เข้าไปเก็บเนื้อเยื่อในโพรงจมูกและลำคอเพื่อนำไปตรวจ แต่พวกผมเป็นกรณีพิเศษที่ต้องเจาะเลือดด้วย พวกเราจึงสงสัยว่าทำไมต้องเจาะเลือดทุกครั้งที่เก็บเชื้อ เพื่อนคนหนึ่งมีโอกาสได้ถามหมอผ่านทางโทรศัพท์ว่าเจาะเลือดไปทำไมคำตอบที่ได้คือ “ผอ.สั่งให้เจาะ” ได้ยินคำตอบแล้วแบบว่า….(มึงเป็นหมอจริงป่าวเนี้ย)
 
 
เนื่องจากพวกเราจะต้องตรวจเชื้อกันวันเว้นวัน ผลการตรวจจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอยว่าจะเป็น Neg เมื่อไหร่ แต่ในช่วงอาทิตย์แรกก็ยังไม่มีใครเป็น Neg สักที มีแต่พยาบาลมาบอกผลว่าคนนั้นมีเชื้อน้อยแล้ว คนนี้ยังมีเชื้อเยอะอยู่ ซึ่งพวกผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเชื้อเยอะกับเชื้อน้อยมันคืออะไรและมีผลยังไงต่อร่างกาย จนกระทั่งคืนหนึ่งเวลาประมาณ 1.00 น. ย้ำว่าเวลาตีหนึ่ง! มีพยาบาลมาบอกให้น้องคนหนึ่งในกลุ่มย้ายเตียงไปอยู่ห้องเดี่ยวเพราะมีเชื้อน้อยแล้วควรแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว พยาบาลให้น้องเก็บของจากห้องเดิมตอนตีหนึ่งแล้วออกไปนั่งรอในห้องอะไรสักอย่างคนเดียวจนเกือบตีสี่น้องถึงจะได้เตียงใหม่ (ห้องเตียงเดี่ยว) ย้ายคนไข้กลางดึกว่าแย่แล้วนะ แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้นพยาบาลก็ให้น้องคนเดิมย้ายเตียงอีกครั้งแต่คราวนี้กลับให้น้องย้ายไปนอนห้องรวมแบบ 3 เตียง ซึ่งไม่ใช่พวกผมแถมอีก 2 เตียงดูมีอาการหนักกว่าพวกผมมาก พวกเราก็เริ่มสงสัยแล้วว่าสรุปผลตรวจเชื้อมากหรือเชื้อน้อยมีผลยังไง เพื่อนผมจึงถามหมอตอนที่คุยโทรศัพท์ว่าผลออกมามีเชื้อเยอะกับเชื้อน้อยว่ามันคืออะไร หมอตอบแบบกระแทกเสียงกลับมาว่า “ไม่มีหรอกเชื้อมากเชื้อน้อย…มีแต่เจอเชื้อกับไม่เจอเชื้อ…พวกคุณไม่ต้องรู้มากหรอกรู้แค่นี้พอแล้ว!!” WTF! นี่หรือคือคำตอบของคนที่มีจรรยาบรรณแพทย์ จึงสรุปได้ว่าเรื่องเชื้อเยอะเชื้อน้อยน่าจะเป็นนิทานเพื่อย้ายคนไข้เวลาที่ต้องการเตียงตามที่ผู้ใหญ่สั่งมาเท่านั้น
 
 
ความมืดมนในแดนสนธยายังไม่จบแค่นั้น พอเข้ามา admit พวกเราก็รอว่าหมอจะจ่ายยารักษาโรคอะไรให้พวกเรากินบ้างแต่ในวันแรกๆ ก็ไม่มีการจ่ายยาใดๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนเตียงข้างๆ ผมได้กินยาอยู่คนเดียวในห้อง คือยาแก้ไอและลดน้ำมูก ทำให้พวกเราในห้องงงกันหมดว่าทำไมถึงได้กินยาคนเดียว ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไอและก็ไม่ได้ขอยาด้วย เพื่อนก็กินไปแบบงงๆ ตอนนั้นพวกเราก็คิดไปว่า…สงสัยหมอคงดูจากฟิลม์เอ็กเซอเรย์มั้ง? เพื่อนอีกคนเห็นว่าเพื่อนได้ยาแก้ไอเลยโทรไปขอยาแก้ไอกับพยาบาลบ้าง (โทรตอนกลางวัน) คืนนั้นพยาบาลถือยาเข้ามาในห้องแล้วเอามาให้เพื่อนคนเดิมที่ได้ยาไปแล้วเพราะพยาบาลเข้าใจว่าเพื่อนคนเดิมขอยาแก้ไอเพิ่ม เพื่อนที่ได้ยาแล้วก็บอกว่าเค้าไม่ได้ขอเพิ่ม เพื่อนเตียงตรงข้ามเป็นคนขอเพราะเค้ามีอาการไอ พวกเราเลยบอกงั้นก็เอายาแก้ไอไปให้เพื่อนคนที่เค้าไอกินสิ พยาบาลบอกว่า “ไม่ได้!!…ต้องถามหมอก่อน” พวกเราก็เริ่มงงว่าทำไมไม่ได้ในเมื่อคนที่ขอเขาก็ไออยู่จริงๆ พอถามไปถามมาพยาบาลพูดตัดบทกลับมาว่า “กินไม่ได้หรอกนี่มันยาลดน้ำมูกไม่ใช่ยาแก้ไอ..เดี๋ยวไปขอหมอให้ใหม่” WTF!! ตอนถือเข้ามาบอกเป็นยาแก้ไอถือไปถือมากลายเป็นยาลดน้ำมูกซะอย่างงั้น อิหยังว่ะ?? สรุปคืนนั้นเพื่อนก็ไม่ได้กินยาแก้ไอที่ขอนะ เพื่อนบางคนขอยาแก้ไอวันนี้ได้ยาอีกทีก็พรุ่งนี้เที่ยงหรือไม่ก็เย็นๆ อีกวันหนึ่งเลย นี่แค่ยาแก้ไอนะทำไมมันหายากจัง หนักกว่านั้นก็แปะชื่อคนไข้ที่ซองยาผิดไปเลยจร้าาาาา คนไข้ก็กินกันผิดวนไปแบบงงๆ
 
จนถึงวันนี้ผมยังคงไม่ได้เจอหมอหรือได้รับคำแนะนำใดๆ จากสถานพยาบาลแห่งนี้นอนรอตรวจเชื้อไปวันๆ แบบงงๆ ว่าสรุปจะต้องตรวจผลที่ บำราศฯ และ กรมวิทย์ฯ ทั้งสองที่แล้วเป็นลบถึงจะได้ออก แต่ระหว่างรอผลจากกรมวิทย์ฯ พยาบาลก็มาบอกว่าต้องรอผลที่บำราศฯ เป็นลบก่อนถึงจะส่งผลไปตรวจที่กรมวิทย์ฯ สรุปคือส่งไปพร้อมกันทั้งสองที่หรือว่าส่งตรวจทีละที่จนถึงวันนี้ 10 วันแล้วผมยังไม่รู้เลยว่ายังไง เพราะพยาบาลคนหนึ่งพูดอย่างอีกคนพูดอย่าง ส่วนหมอไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่พูดไม่คุยอะไรสักอย่าง
 
 
 
ล่าสุด เพจ Infectious ง่ายนิดเดียว ออกมาโพสต์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ขอตอบแทนพี่ๆน้องๆบำราศนราดูร และพี่ๆน้องๆสาธารณสุขทั่วประเทศ ที่กำลังดูแลเคสทั้ง 322 เคส ทั่วประเทศ มีพวกรักษาหายกลับบ้าน มารอบแว้งกัด
 
 
เพจดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า 1. เคสมีความหลากหลาย ไม่รุนแรงถึงรุนแรงมาก ที่หมอไม่เข้าห้องทุกวันเพราะ เค้าเห็นว่าคุณอาการดี ทุก รพ. ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ แต่มีเจ้าหน้าที่ ดูแลผ่านกล้องวงจรปิด สอบถามอาการตลอดผ่านโทรศัพท์ เค้าไม้ได้ทิ้งคุณนะ เค้าก็ต้องเซฟตัวเอง เข้าห้องให้น้อยที่สุด
ทำไมไม่พูดหรือพิมพ์ออกมา ว่ามีเจ้าหน้าที่ หมอ พยาบาลให้ยา เจาะเลือด MT RT เจ้าหน้าที่ x-ray รุมดูแลคุณตลอด 10 วัน แต่คุณอยากให้เจ้าหน้าที่ดูแล ใกล้ชิด ลองอาการหนักสิ ได้สมใจแน่ ยังไม่ดีใจอีก อาการดี
 
 
2. กักตัว 10 วัน เพราะจะแพร่คนอื่นไง 10 วัน ทำจะเป็นจะตาย ว่าเค้าว่าแดนสนธยา แหม ทีเวลาไปเที่ยวทั้งที่ประชาชนคนอื่น เค้ามีจิตสำนึก อยู่บ้าน เค้าก็ต้องกักตัว เก็บตัว ดูคุณสิไปเที่ยวปาร์ตี้ จนได้โรคกลับมา ยอดขึ้นเพียบ เค้าก็ต้องกักคุณจนกว่าจะไม่เจอเชื้อไง ไม่งั้นจะไปแพร่เป็น superspreder ไง ไม่พิมพ์บอกเล่า เค้าเอาพ่อแม่พี่น้องคนสัมผัสใกล้ชิดคุณมาตรวจด้วย ดูแลอย่างดี
 
 
3.ไม่ป่วยหนักก็ดีแล้ว อยากปอดบวม แย่ใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องกินยาหลายๆตัว แหม โชคดีแค่ไหน อยู่ห้องเดี่ยว เงินก็ไม่ต้องเสีย แทนที่จะคิด จดบันทึกอาการ การอยู่ 10 วัน หายดีออกมาเล่าเรื่องดีๆ ขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ นี่อะไร ออกมาได้มาด่าหมอ ด่าพยาบาล โทษคนอื่น
 
 
 
4 .เจ้าหน้าที่เหนื่อยแค่ไหน คุณน่าจะได้เห็นนะ ถ้าตาไม่บอด และเอาอคติในใจออกเจ้าหน้าที่ ขึ้นเวร 24 ชม. 10 วัน วันละ 3 เวร แสดงว่ามี 30 เวร. 1 เวร มีหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ เภสัช ผู้ช่วยพยาบาล แม่บ้าน รปภ. คนงาน รวมๆน้อยที่สุด 1 เวรมี 10 คน คุณอยู่ 10 วัน มีคนดูแลคุณ 300 คน ควรขอบคุณพวกเค้านะ ไม่ใช่มาด่าเค้า
 
 
5. ย้ายเตียงตี 1.00 น. ย่อมมีเหตุผลเช่น มีคนไข้อาการหนักกว่า ต้องใช้เตียง ย้าย ตี 1 คุณแค่เก็บของ ย้ายก้นออกมา แต่เจ้าหน้าที่ต้อง ทำความสะอาด ปูผ้า ปูเตียง จัดแจงห้องใหม่ งานหนักกว่าคุณหลายเท่า คุณย้ายเสร็จคุณได้นอน แต่เจ้าหน้าที่ต้องรับเคสใหม่ และคงไม่ได้นอน ตาคุณคงบอด จนไม่เห็นเจ้าหน้าที่ภาระงานหนักขนาดไหนตลอด 10 วัน
 
นอกจากนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า คุณรู้ไหม บำราศนราดูร นี่เค้าดูแลคนไข้กี่ร้อยคน หนักสุดในประเทศไทย เสี่ยงสุดในประเทศ ดีอันดับต้นๆของเอเซีย อุปกรณ์ทันสมัย ห้องราคาหลายล้าน ต่างจังหวัดยังไม่มีเลย เจ้าหน้าที่มีประสบการณ์โรคระบาด
 
หัดโทษตัวเองบ้างนะ โชคดีแค่ไหน รักษาในไทย ถ้าอยู่ ตปท. คุณคงรักษาได้ที่บ้าน แย่ไปก็อาจไม่ได้นอน แต่อาจไม่ได้ มานั่งพิมพ์ด่าคนอื่นแบบนี้
 
 
ดึงสติด้วย ใครดูแลคุณตลอด10วัน ใครหาข้าวหาน้ำให้คุณ ไม่คิดจะขอบคุณเจ้าหน้าที่บ้างหรอ เที่ยวก็ไม่ได้ไปเที่ยวแบบคุณ แถมต้องมาเสี่ยงติดโรคกับคุณ ใครที่กักคุณไม่ให้ไปติดคนที่บ้านคุณ โควิดไม่ได้น่ากลัวเท่ากับโคมนุษย์ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่บำราศนราดูร
 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ต่างมีคนมาแสดงความคิดเห็น และมีคนแชร์ต่อไปจำนวนมาก
 
 
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ :   https://youtu.be/I9TbHrd56BY
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ