24 มี.ค. 2563
5,636 ครั้ง

พยาบาลน้อยใจ โดนคนรังเกียจ - วิสัญญีแพทย์เล่าการรักษาสุดทรหด ขอคนหยุดอยู่บ้านเพื่อหมอ

เพจเฟซบุ๊ก Red Skull Society แชร์ข้อความของพยาบาลคนหนึ่ง ที่ตัดพ้อน้อยใจ หลังมีคนแสดงอาการรังเกียจ เพราะกลัวติดโควิด-19 โดยข้อความระบุว่า   

 

"เสียกำลังใจมาก เวลาไปไหนแล้วมีคนแสดงอาการรังเกียจ แต่ใช้คำว่าป้องกัน กลัวติดโควิดจากเรา เราไม่ได้เป็นโควิดนะ เรามาคอยช่วยพวกคุณ อาชีพเราเสียสละ และเราก็เซฟตัวเองดีกันมากๆ เราใส่ mask ทั้งวัน ล้างมือบ่อยมากๆ มีชุดป้องกัน ห้องทำงานคนนอกห้ามเข้า เลิกงานมา รีบอาบน้ำสระผมทุกวัน รถเราก็พ่นฆ่าเชื้อ ห้องทำงานก็พ่นยาฆ่าเชื้อ ยิ่งเป็นคนที่รู้จักมันบั่นทอนกำลังใจมากๆ คิดเรื่องนี้อยู่ทั้งวัน น้ำตาคลอทั้งวัน

 

เราทำได้แต่ให้กำลังใจตัวเอง และให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน ทุกตำแหน่ง ทุกงานที่เกี่ยวข้อง ช่วงนี้เหนื่อยมากจริงๆ เวลาไม่สบายเราก็ต้องดูแลตัวเอง ไม่มีใครดูแล เป็นเองได้ ก็รักษาดูแลตัวเองให้ได้ ทางนี้ที่เราเลือกเอง เรารักเส้นทางนี้ อาชีพนี้ ทำให้เราเลี้ยงชีพ ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ถ้ารักเราโปรดรักอาชีพเราด้วย แต่ถ้าไม่รักเรา อย่าทำร้ายกำลังใจเราเลย ไม่โกรธใครใดๆ ทั้งสิ้น น้อยใจ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจบค่ะ"

 

นอกจากนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Prok Laosuwan ซึ่งเป็นวิสัญญีแพทย์ ได้โพสต์ภาพและข้อความเปิดเผยความในใจ ระบุว่า

 

"อยาก #WorkFromHome บ้าง แต่ลืมไปเป็น #วิสัญญีแพทย์

(เล่าจากเหตุการณ์ของวิสัญญีแพทย์หลายคน หลากโรงพยาบาล #ไม่ใช่เฉพาะข้าพเจ้าคนเดียว)

 

1. รพ.ส่วนใหญ่ ต้องลดการผ่าตัดเคสไม่เร่งด่วนลง เนื่องจากจำเป็นต้องเอาบุคลากรของโรงพยาบาล (โดยเฉพาะพยาบาล) ไปเปิดวอร์ดผู้ป่วยโควิด19เพิ่ม ดังนั้น อะไรที่เร่งด่วนก็ผ่าตามเดิม อะไรที่รอได้ก็รอก่อน คิวอาจจะยาวขึ้น หรือถูกหมอโทรไปเลื่อนนัดผ่าตัดก็อย่าเพิ่งงอนนะครับ

 

2. เอ้า เคสลดลง...แสดงว่าวิสัญญีก็สบายขึ้นน่ะสิ?...ผิดครับ...เรามีหน้าที่ใหม่ที่งอกขึ้นมาแทน คือ....”การรับใส่ท่อหายใจในผู้ป่วยโควิด19” แทน....ฮรือ...เอาเคสปกติมาดมแทนได้ไหม

 

3. ทำไมหมอดมยามักถูกเลือกให้เป็นผู้ใส่ท่อ....เพราะตามคำแนะนำทั่วโลกคือ หมอดมยาเป็นผู้ชำนาญการใส่ท่อหายใจที่สุดโดยเฉพาะวิธีพิเศษที่เรียกว่า rapid sequence induction (RSI) อธิบายว่า...มันคือการใส่ท่อแบบละมุนละม่อมไม่ทำให้ผู้ป่วยไอหรือต้านระหว่างการใส่ท่อนั้น ซึ่งก็ลดการแพร่กระจายเชื้อในห้องไปด้วย

 

4. แล้วตอนใส่จะติดเชื้อด้วยไหม?.... รพ.ส่วนใหญ่ “ถ้าสามารถทำตามมาตรฐานได้” ก็ต้องมีชุดและอุปกรณ์ที่ครบ จัดเต็ม ประหนึ่งเป็นนักบินอวกาศ....((หายใจอากาศในชุดผ่านเครื่องกรอง)) ใส่ชุดทับแล้วทับอีก ถุงมือหลายชั้น ถุงรองเท้า บูทต่างๆ แถมการใส่และถอดอาจมีความเสี่ยงในการทำให้ปนเปื้อนต่อตัวเองและผู้อื่น (ผู้ที่ช่วยเราใส่และถอดและเก็บกวาด)

 

5. ใช่ครับ มันใส่ยาก แต่ยากยังไงก็ต้องใส่ ลำบากแค่ไหนต้องทน.. ดีกว่าไม่มีชุดจะใส่...แล้วคิดว่า ชุดนี้มีพร้อมทุกรพ.ไหมครับ...คำตอบคือ “ไม่ครับ” เนื่องจากชุดนี้ราคาแพง และบ้านเราแทบจะไม่ค่อยได้เจออะไรแบบนี้ รพ.ต่างๆของเราจะซื้อชุดนี้เก็บไว้ทำไม ตอนนี้รพ.ไหน ต้องใส่ท่อในผู้ป่วยโควิด มีชุดฮูดสีขาว +N95 + Face shield ก็อาจจะถือว่าถมไปแล้ว (ขออนุญาต...ฮรืออีกรอบ.....) แล้วซื้อตอนนี้จะทันไหม...ให้การบ้านไปคิดเอาเอง

 

6. แม้ของเดิมหน้ากาก N95 ส่วนใหญ่จะถูกจัดเป็นของที่ใช้แล้วทิ้ง....แต่ไม่คิดว่าในชีวิตนี้...เราต้องเก็บ N95 ส่วนบุคคล ถอดอย่างระวังแล้วหันกลับมาดูว่า ยังไม่เลอะ ยังไม่เหม็นใช่ไหม...แล้วหาเครื่องฉาย UVC (ที่ใช้ฆ่าเชื้อขวดนมเด็ก) มาฆ่าเชื้อแล้วใช้ซ้ำ ส่วนตัวผมซื้อเก็บไว้นิดหน่อยจากสถานการณ์ฝุ่นเมื่อปีที่แล้ว...เลยพยายามใช้อย่างถนอมที่สุดเช่นกัน เพราะเราไม่รู้ว่ารพ.ที่เราอยู่จะหมดสตอคเมื่อไร เพราะในห้องผ่าตัดโดยเฉพาะถ้ามีเคสที่ต้องใช้ก็ต้องใช้

 

7. ส่วนใหญ่ เราจะได้รับบทบาทหน้าที่ใส่ตอนผู้ป่วยแอดมิทในรพ.แล้ว เช่นมาจากสนามมวย อยู่ดีๆก็เหนื่อย (ถ้าใส่ที่ห้องฉุกเฉินก็จะเป็นหน้าที่ของหมอตรงนั้น) ก่อนเข้าก็ต้องใส่ชุดและจะมีพยาบาลผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเราใส่และถอดเสมอ เวลาเข้าไปในห้องที่ผู้ป่วยกำลังเหนื่อย เราก็จะลุ้นๆหน่อย ชุดก็เทอะทะและหนักอยู่แล้วด้วย เพราะเราต้องจำกัดคนที่เกี่ยวข้องเราให้น้อยที่สุด ใส่ท่อแบบเงียบๆ สวดมนต์ไปด้วยในใจเบาๆ แล้วออกมาถอดชุดด้วยความระมัดระวังไม่ให้เลอะทั้งตัวเองและคนช่วย (ไปหาคลิปดูได้นะครับ การใส่และถอดชุดพวกนี้...เพื่อความอินในการอ่าน)

 

8. การติดโรคของโควิด19เนี่ย มันติดหลักๆจากสารคัดหลั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากลมหายใจและปากน้ำลายต่างๆ และงานเราคือ ใส่ท่อไปตรงจุดเสี่ยงทั้งหมดนี่แหละ ....เราจึงไม่ใช่คนที่ปลอดภัยสักเท่าไร

 

9.ถ้าต้องดมยาแบบวางยาสลบช่วงนี้นอกจากต้องใส่ท่อแล้วยังต้องถอดท่ออีก...ตอนถอดนี้...ปกติก็เละเทะอยู่แล้ว น้ำมูก น้ำลาย น้ำตามาเต็ม ถ้าคนไข้ไม่มีอาการ ไม่มีไข้ก็อาจจะเบาใจ...ถ้าคิดว่าคนไข้เป็นโควิดแบบแอบแฝงล่ะก็..... ไวรัสทั้งมวลก็มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมายแถวๆใบหน้าทั้งหมดนั่นแหละ แล้ววิสัญญีจะทำอะไรได้ นอกจาก "ระวังที่สุดของที่สุด"...และสวดมนต์

 

10. พอเดินรพ.ไปนานๆ หรือดมยาคนไข้ในช่วงนี้ไป หรือต้องวิ่งไปใส่ท่อคนที่สงสัยโควิดบ่อยๆ ก็จะมีความคิดที่ฉุกขึ้นมาได้ว่า...เราติดยังวะ? ...

 

11. ในที่สุด เราก็ไม่กล้ากลับบ้านไปหาพ่อแม่ที่บ้าน เพราะกลัวจะติดโดยไม่รู้ตัวและเอากลับไปแพร่เชื้อ

 

12. หมอโรคติดเชื้อ หมอโรคปอด ....และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายในโรงพยาบาลที่ไม่ได้อยู่หน้าจอทีวีทุกวัน....คงไม่ได้กลับไปเจอครอบครัวจนกว่าสถานการณ์จะสงบเช่นกัน (ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร)

 

ทีนี้ #พวกคุณจะอยู่บ้านนิ่งๆกันได้รึยัง?

 

(ใครที่มีกำลังช่วยให้คนข้างๆ อยู่นิ่งๆได้เพิ่มเติมนอกจากตััวเองแล้ว.... ต้องทำแล้วครับ)"

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/gJ7qDlSIEmQ

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ