23 พ.ค. 2563
1,936 ครั้ง

อดีตครูโร่แจ้งความ เงินในบัญชีหาย 3 แสน พบมีคนปลอมลายเซ็นถอนไป

ขอนแก่น - ที่สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น นายทองอินทร์ เวหา อายุ 66 ปี พร้อมลูกชายและลูกสะใภ้ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น และพ.ต.ท.บรรลุ สินนา สว.(สอบสวน) สภ.หนองเรือ เพื่อมอบหลักฐาน ซึ่งเป็นเอกสาร สเตทเม้นท์ของธนาคารกรุงไทย สาขาหนองเรือ พร้อมทั้งให้ปากคำกรณีเงินในบัญชีธนาคารหายไปร่วม 3 แสนบาท
 
 
ซึ่งภายหลังจากนายทองอินทร์เข้าพบพนักงานสอบสวน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองเคยรับราชการครู ในตำแหน่งล่าสุดคือ ครูชำนาญการพิเศษระดับ 8 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ( สพป.ขอนแก่น เขต5) แต่ในปี พ.ศ. 2554 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ และในขณะที่เข้ารับหนังสืออนุมัติการลาออก ที่ สพป.ขอนแก่น เขต 5 มีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานแจ้งว่า เมื่อลาออกจากราชการแล้ว เมื่ออายุครบ 65 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จตกทอดประมาณ 2 แสนบาท จึงได้จำคำที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้เพื่อรอเช็คสมุดบัญชี
 
 
ต่อมาเมื่ออายุครบ 65 ปีย่างเข้า 66 ปี จึงได้เดินทางไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5 ในวันที่ 28 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงเงินบำเหน็จตกทอด ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 200,000 บาท โดยกรมบัญชีกลางโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 เดือนกันยายน พ.ศ. 2554 และเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังได้เปิดให้ดูรายละเอียดการรับโอนเงินเข้าบัญชีจากกรมบัญชีกลาง จึงทำให้รู้ว่ามีเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 200,000บาท เข้าบัญชีตัวเองจริง แต่พบว่าตัวเองไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว เจ้าหน้าที่จึงให้ไปขอสเตทเม้นท์และตรวจสอบที่ธนาคารกรุงไทยสาขาหนองเรือ เพื่อจะได้ทราบข้อเท็จจริงของเงินที่โอนเข้าบัญชีถึงเส้นทางการเงิน
 
 
เมื่อไปที่ธนาคาร และขอสเตทเม้นท์ ก็พบเงินเข้าบัญชีจริง แต่มีการเบิกเงินออกจากบัญชีผ่านการกดเอทีเอ็ม วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2554 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 10 กันยายน ปี 2554 จำนวน 2 ครั้งๆละ 20,000บาท เป็นเงิน 80,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 กันยายน ปี 2554 กรมบัญชีกลาง โอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 81,756.00 บาท และในวันเดียวกันก็มีการถอนเงินจำนวน 120,000 บาท โดยการเขียนใบถอนเงินจากธนาคาร ลงวันที่ 3 กันยายน 2554 แต่ประทับตราอนุมัติจ่ายเงินวันที่ 23 กันยายน 2554 ซึ่งยังมีข้อพิรุธอีหลายจุด ทั้งจำนวนตัวเลขที่เขียนเป็นตัวเลขอารบิก 120,000 บาท แต่เขียนเป็นตัวหนังสือภาษาไทยว่า หนึ่งแสนสองพันบาทถ้วน และลายเซ็นที่เซ็นต์ก็ไม่ใช่ลายเซ็นของตัวเอง รวมทั้งเอกสารบัตรที่ใช้ประกอบการถอนก็เป็นใบขับขี่ซึ่งตนเองไม่เคยใช้ใบขับขี่ในการถอนเงิน จากนั้นยังพบว่าวันที่ 21ตุลาคม ปี 2554 กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 16,351.20 บาท จึงได้สอบถามกับทางธนาคาร ถึงการเบิกเงินทั้งการกดเอทีเอ็ม และการเขียนใบเบิกว่า มีการเบิกถอนได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่า มีการกดเอทีเอ็มและโอนเงินเข้าบัญชีของ นางชื่นจิตร บรรทะโกอายุ 38 ปี ซึ่งก็คือลูกสะใภ้ ที่ทำงานรับราชการอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเมื่อทราบข้อมูลจากธนาคาร จึงได้แจ้งปัญหาให้ลูกชายและลูกสะใภ้ ที่จังหวัดอุบลราชธานีทราบเรื่อง และมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำในครั้งนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารขอร้องไม่ให้แจ้งความ และรับปากว่าจะตรวจสอบให้ แต่เจ้าหน้าที่บางคนบอกว่า ให้แจ้งความ เพื่อจะได้มีการตรวจสอบที่ไปของเงินที่หายจากบัญชีธนาคารจึงได้เข้าแจ้งความดังกล่าว
 
 
ด้าน พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ กล่าวหลังจากทราบรายละเอียด ว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสอบสวน ทำการสอบปากคำนายทองอินทร์ เวหา อายุ 66 ปี ผู้เสียหายและให้ทำหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 เพื่อขอสอบปากคำเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี และขอทราบรายละเอียดขั้นตอนการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดที่กรมบัญชีกลางให้กับบุคลากรที่ลาออกจากราชการ จากนั้นให้ทำการสอบปากคำสมุห์บัญชี และผู้จัดการธนาคารกรุงไทยสาขาหนองเรือ รวมถึงสอบปากคำเจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งเป็นเจ้าของลายเซ็นในใบถอนเงิน เนื่องจากว่า วันที่ไม่ตรงกัน,จำนวนเงินที่เขียนเป็นตัวหนังสือกับตัวเลขไม่ตรงกัน และการถอนเงินก็เป็นการใช้เอกสารที่เป็นใบขับขี่รถยนต์ ซึ่งการตรวจสอบตามเอกสารที่ผู้เสียหายได้มาจากธนาคาร ในเบื้องต้นพบว่า กดเอทีเอ็ม โอนเงินเข้าบัญชี 301034 314006 ซึ่งเป็นบัญชีเดียวกัน ตู้เอทีเอ็ม สาขา 428 รวม 4 ครั้ง ทั้งหมดนี้ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน ทำการตรวจสอบไทม์ไลน์ที่มาที่ไปของเงินในบัญชีของผู้เสียหาย เมื่อรายละเอียดครบถ้วนก็น่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าเส้นทางการเงินในบัญชีของนายทองอินทร์ เป็นมายังไงมีความผิดพลาดหรือข้อเท็จจริงตรงไหนบ้างก็จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
 
 
ทางด้าน นางชื่นจิตร บรรทะโก อายุ 38 ปี ลูกสะใภ้ของผู้เสียหาย ซึ่งเดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า รับราชการฝ่ายจัดเก็บรายได้ประจำ อบต.แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี มีสมุดบัญชีหลายธนาคาร แต่ไม่มีบัญชีที่ตรงกับบัญชีที่มีการโอนเงินเข้า เมื่อทราบเรื่องจากบิดา ก็ลาราชการเพื่อเดินทางมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน และยินดีให้ตรวจสอบบัญชีธนาคารทุกธนาคาร ในขณะเดียวกันก็อยากให้มีการตรวจสอบ สอบสวนหาตัวคนที่ทำการเบิก ถอนเงินของบิดามาดำเนินการตามกฎหมายด้วย
 
 
รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/tIVTxSwQaZw
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ