29 มิ.ย. 2563
994 ครั้ง

เปิดมาตรการคลายล็อกเฟส 5 - หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกเดือน

สถานการณ์โควิด-19 ของไทยวันนี้ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 7 คน เป็นผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ และที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่มีมติให้ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่มีการผ่อนคลายมาตรการระยะที่ 5 ในกลุ่มกิจการที่มีความเสี่ยง
 
 
นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงผลการประชุม ศบค. ชุดใหญ่ ถึง มาตรการ ผ่อนคลาย ระยะที่ 5 ตามที่ สมช. เสนอทั้งหมด โดยมติที่ประชุมให้มีการเปิดโรงเรียนและห้างสรรพสินค้าทั้งหมด ตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยให้ ศูนย์การค้า ปิดในเวลา 22.00 น. และร้านสะดวกซื้อเปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง 
 
 
ส่วนผับ บาร์ ให้บริการได้ถึงไม่เกิน 24.00 น. ทุกกรณี และต้องเข้มงวด เช็คอิน เช็คเอ้าท์ ในแอพไทยชนะ เพราะเป็นกิจกรรมกิจการที่สุ่มเสี่ยงมาก ดังนั้นผู้ประกอบกิจการ ต้องทำตามอย่างเข้มงวด หากพบว่าไม่ปฏิบัติตาม ต้องมีบทลงโทษเข้มข้น โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปกำหนดบทลงโทษเพิ่มเติม
 
 
ส่วนอาบ อบ นวด และโรงน้ำชา มอบให้ ศปม. ตรวจเข้มใบอนุญาต และต้องลงทะเบียนในแอพไทยชนะ หากมีการติดเชื้อ เจ้าของกิจการ ต้องมีส่วนรับผิดชอบ และห้ามมีการขายประเวณี 
 
 
ส่วนการผ่อนคลาย ผู้ที่จะเดินทางมาในราชอาณาจักร กระทรวงการต่างประเทศ ได้เสนอเพิ่มบุคคล 6 กลุ่ม 
 
 
เช่น คู่สมรส และบุตร ของผู้ที่มีใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร คู่สมรสต่างชาติและบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้มีสัญชาติไทย ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย ที่มีความจำเป็นต้องเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย และผู้ติดตาม เช่น ศัลยกรรม และการตรวจมีบุตรยาก 
 
 
ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย ที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าราชอาณาจักร ตามข้อตกลงพิเศษกับประเทศเป้าหมาย คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เช่น นักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค โดยเข้ามาจะต้องกักตัว 14 วัน แต่จะต้องจ่ายเงินเอง เบื้องต้นกำหนดเข้ามาวันละ 200 คน 
 
 
ส่วนแขกของรัฐบาล ต้องเป็นคณะเล็กไม่เกิน 10 คน และเดินทางระยะสั้น ตรวจรับรองการปลอดโควิด-19 จากประเทศต้นทาง ต้องจำกัดการเดินทางเฉพาะตามกำหนดการที่ได้ตกลงไว้ล่วงหน้าเท่านั้น ห้ามคณะเดินทางไปในที่สาธารณะ และห้ามใช้ขนส่งมวลชน และต้องมี เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่จากหน่วยความมั่นคงติดตาม 
 
 
นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังมีมติ ยกเลิก การเว้นที่นั่งในขนส่งสาธารณะ แต่ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ 
 
 
นายแพทย์ทวีศิลป์ ย้ำถึงความจำเป็นของการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ มี 2 ปัจจัย คือ การให้อำนาจป้องกันโรค ที่ พ.ร.บ. โรคติดต่อ ไม่สามารถบังคับใช้ได้ คือ เรื่องของการเดินทางเข้าออกประเทศ ทุกช่องทาง และ 2 อำนาจในการให้กักตัว การควบคุมกิจกรรมกิจการต่างๆ ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีอำนาจในการควบคุมโรคได้ทันท่วงที
 
 
สำหรับตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันนี้มี 7 คน เป็นผู้เดินทางกลับมาจากอินเดีย 6 คน สหรัฐฯ 1 คน
 
 
ศบค.มีมติขยายเวลาการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 1 เดือน เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในวันพรุ่งนี้ โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดใหม่หลังมีการผ่อนคลายระยะที่ 5 ขณะที่ภาคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้มีการยกเลิก ห่วงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
 
 
พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลที่ ศบค.มีมติให้ขยายเวลาการใช้ พ.ร.ก.ฉุเกิฯ ออกไปอีก 1 เดือน เพราะยังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญ ที่จะมีการผ่อนคลายระยะที่ 5 ซึ่งมีกิจกรรมหลายประเภทที่ยังมีความเสี่ยง ซึ่งแม้มีกฎหมาย 40 ฉบับ แต่หลายกิจกรรมไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น การเปิด-ปิดสถานที่ต่างๆ หรือการเข้าออกประเทศ ที่ต้องผ่านขั้นตอนทำให้หลายอย่างอาจไม่ทันต่อเวลาในการแก้ปัญหาจึงต้องมีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งย้ำว่าไม่ได้ลิดรอนเสรีภาพของประชาชน
 
 
ขณะที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยพรรคเพื่อไทย เห็นว่า สามารถใช้กฏหมายที่มีอยู่ในการควบคุมโรคระบาดได้ จึงไม่มีความจำเป็น ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณ ที่ต้องใช้วิธีพิเศษอาจเป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริตได้ ซึ่งขณะนี้ไม่มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในไทย 35 วันแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และรัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ 
 
 
โดยรัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 5% ในปี2564 เหตุแห่งความจำเป็นจึง ไม่มีอีกต่อไปแล้ว นอกเสียจากเหตุผลทางการเมืองที่ควบคุมประชาชนไม่ให้ออกมาแสดงความเห็น พรรคเพื่อไทย จึงเสนอให้ เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในทันที 
 
 
ขณะที่เครือข่าย People GO เข้ายื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศและ ข้อมูลผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบเป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศทั้งสิ้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะกฎหมายแบบปกติก็เพียงพอแล้วสำหรับการควบคุมสถานการณ์ในขณะนี้ และคาดหวังว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีพรุ่งนี้ จะรับฟังเสียงของประชาชน
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ