29 มิ.ย. 2563
989 ครั้ง

ประเด็นข่าวรอบวัน 29 มิ.ย.63 - ศาลอุทธรณ์ยืนประหารชีวิต 'นวัธ' อดีต ส.ส.พท / นายอำเภอเชียงใหม่ จ่อเรียก 'ฌอน' ให้ปากคำคดีเรี่ยไร

- ศาลอุทธรณ์ยืนประหารชีวิต 'นวัธ' อดีตส.ส.เพื่อไทย
 
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 29 มิถุนายน 2563 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีการอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 386/2563 ระหว่างฝ่ายโจทก์และโจทก์ร่วมคือ พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นและนางลำดวน โคตรทุม และจำเลยคือ นายนวัธ เตาะเจริญสุข อดีต ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย ในฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ประหารชีวิตนายนวัธ และให้ชดใช้ค่าปลงศพ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
 
สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 ได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายสุชาติ โคตรทุม ขณะดำรงตำแหน่งปลัด อบจ.ขอนแก่น เสียชีวิตที่หน้าบ้านพักในหมู่บ้านจอมพล อ.เมืองขอนแก่น ขณะจะออกจากบ้านไปทำงาน และต่อมาสามารถจับกุมผู้ร่วมก่อเหตุได้ทั้งหมด 5 คน ซึ่งมี ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญผล จำเลยที่ 1 พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม จำเลยที่ 2 นายประพันธ์ ศรีพิลัย จำเลยที่ 3 นายบุญช่วย จูงกลาง จำเลยที่ 4 และนายปิยะพงษ์ มีกำบัง จำเลยที่ 5 และศาลได้ฎีกาได้พิพากษาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และพ.ร.บ.อาวุธปืน ตัดสินประหารชีวิต พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม จำเลยที่ 2 ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญผล นายประพันธ์ ศีรพิลัย นายบุญช่วย จูงกลาง จำเลยที่ 1, 3 และ 4 ส่วนนายปิยะพงษ์ มีกำบัง จำเลยที่ 5 ให้ยกฟ้อง
 
ซึ่งระหว่างนั้นศาลจังหวัดขอนแก่นได้ออกหมายจับนายนวัธ เตาะเจริญสุข ในข้อหากระทำความผิดฐานจ้างวานผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหลังมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงกับผู้ต้องหา ที่ร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงนายสุชาติ โคตรทุม และระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นางลำดวน โคตรทุม ภรรยาของนายสุชาติ โคตรทุม ได้ขอเป็นโจทก์ร่วม และยื่นคำร้องบังคับขอให้จำเลยคือนายนวัธ เตาะเจริญสุข ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็น โดยศาลชั้นได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 ระบุว่านายนวัธ เตาะเจริญสุข เป็นผู้ใช้ผู้อื่นฆ่าผู้ตายคือนายสุชาติ โคตรทุม โดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริง
 
จึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบมาตรา 84 ลงโทษประหารชีวิตและให้จำเลยชดใช้ค่าปลงศพ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2556 เป็นต้นไป โดยต่อมานายนวัธ ได้ยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษา ยืนตามศาลชั้นต้น ทั้งนี้รายงานแจ้งอีกว่าทางฝ่ายจำเลยคือนายนวัธ เตาะเจริญสุข จะได้มีการให้ทนายดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาต่อไป
 
 
- 'ณัฐวุฒิ' ลาออก กมธ.ตรวจงบโควิด ไม่ร่วมสังฆกรรม ไพบูลย์
 
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาติดตามตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด 3 ฉบับเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยอมรับว่า นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.พรรคขาติไทยพัฒนา ยื่นหนังสือ ลาออกจาก การเป็นกรรมาธิการแล้ว อาจเป็นเพราะ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันกับตนเอง
 
ซึ่งถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะเลือกวิธีการลาออก แต่อย่างไรก็ตามตนเองยังคงทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ ขณะเดียวกันมองว่า นี่เป็นเวลาที่จะต้องหาแนวทางในการตรวจสอบการใช้งบประมาณเพื่อการช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่มาทะเลาะกันเองในกรรมาธิการ หรือใช้ เป็นเวทีทางการเมืองตอบโต้กัน อีกทั้งไม่ได้เป็นกังวลว่าจะมีกรรมาธิการลาออกเพิ่ม หากใครต้องการลาออกอย่ามัวแต่พูดให้ทำหนังสือแจ้งความประสงค์มา นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับกรรมาธิการที่จะมาทำหน้าที่แทนนายณัฐวุฒิก็คงเป็นสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาตามเดิม
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการลาออก ของนายณัฐวุฒิ เป็นผลจากความขัดแย้งภายในกรรมาธิการในขั้นตอนเสนอชื่อ ประธานกรรมาธิการ ซึ่งนายณัฐวุฒิเป็นผู้เสนอชื่อนายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธาน โดยมีพรรคฝ่ายค้านร่วมสนับสนุนเนื่องจากเห็นว่านายกนก เป็นผู้ทรงคุณวุฒิได้รับการยกย่องในสังคม และสามารถสร้างความสง่างาม ได้ และขอพรรคพลังประชารัฐอย่ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ 
 
แต่ในท้ายที่สุดที่ประชุมเสียงข้างมากมีมติ เลือกนายไพบูลย์ นิติตะวัน ขณะที่การประชุมนัดแรกที่นายไพบูลย์นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานาว ได้ขอให้กรรมาธิการแนะนำตัว แต่นายณัฐวุฒิ ท้วงว่า กรรมาธิการ รู้จักกันอยู่แล้ว ไม่อยากให้เสียเวลามาแนะนำตัวกัน ทำให้ปะทะคารมกันกับนายไพบูลย์เล็กน้อย ก่อนที่นายณัฐวุฒิ จะวอล์คเอ้าท์ ออกจากการประชุม
ทั้งนี้ในหนังสือลาออกของนายณัฐวุฒิ ให้เหตุผลว่ามีภารกิจหลายประการที่ต้องดำเนินการ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนเป็นต้นไป
 
 
- ทลายแก๊งขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ซัดทอดถึง 'เจ๊ต้อย วังน้ำเย็น'
 
ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทลายแก๊งขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก 3 รายใหญ่ ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 แก๊งขนแรงงานต่างด้าวซัดทอดถึง เจ๊ต้อย วังน้ำเย็นนายหน้าค้าแรงงานต่างด้าวรายใหญ่พื้นที่ภาคตะวันออก 
 
เมื่อเจ้าหน้าที่สืบทราบจึงติดตามจนถึงปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งในอำเภอวังน้ำเย็น จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นและจับกุม พบแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา 13 คน ไม่มีเอกสารการเดินทาง จากการสอบถามรับสารภาพว่าจะเดินทางไปทำงานที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยเสียค่าโดยสารคนละ 3,000 บาท ส่วนคนไทย 2 คน ทำหน้าที่เป็นคนขับรถ ได้ค่าจ้างคนละ 4,000 บาท
 
โดยให้การซัดทอดว่ามีนายหน้าค้าแรงงานต่างด้าวรายใหญ่ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ชื่อ เจ๊ต้อย วังน้ำเย็น เป็นผู้ว่าจ้างให้ไปรับแรงงานต่างด้าวเข้ามา ซึ่งเจ๊ต้อย เป็นทั้งคนติดต่อแรงงาน จัดหารถ และ เป็นตัวกลางติดต่อกับนายจ้างคนไทย จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบมีการโอนเงินเข้าบัญชีเจ๊ต้อย หลักแสนบาท เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการขยายผลติดตามตัวรวบรวมหลักฐานขอศาลออกหมายจับ 
 
 
- อดีต ส.ส.นครสวรรค์ให้ปากคำแผน 'บรรยิน' แหกคุก
 
พันตำรวจโท นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.เขต 4 จังหวัดนครสวรรค์ เดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ในฐานะพยานคดีวางแผนชิงตัว พันตำรวจโท บรรณยิน ตั้งภากรณ์ ผู้ต้องหาคดีร่วมกันอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง ทันทีที่ออกมาก็บอกกับสื่อมวลชนว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการดังกล่าว และไม่เคยติดต่อกับ พันตำรวจโท บรรยินโดยตรง 
 
เมื่อถามว่า นาย สุธน ทองศิริ หรือโจ ผู้ต้องขังที่ถูก พันตำรวจโท บรรยิน ว่าจ้างให้ช่วยหลบหนี ได้ติดต่อไปขอความช่วยเหลือหรือไม่ พันตำรวจโท นุกูล ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม มีรายงานว่า พันตำรวจโท นุกูล ยอมรับว่า ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์ให้วางแผนช่วยเหลือ พันตำรวจโท บรรยิน จาก นาย สุทิน เพื่อให้ช่วยวางแผนหลบหนีจากเรือนจำจริง แต่ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือพันตำรวจเอก เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า พรุ่งนี้ นาย กรณ์ กันเที่ยง ทนายความที่ทำเรื่องประกันตัว นาย สุธน จะเข้ามาให้ปากคำ ส่วน นาย วรภัทร์ ตั้งภากรณ์ ลูกชาย พันตำรวจโท บรรยิน จะเข้ามาให้ปากคำวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ และน่าจะสรุปสำนวนคดีได้ใน 2 สัปดาห์นี้
 
 
- อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน ตรวจเยี่ยมการปลูกผักสวนครัว
 
อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนนำคณะตรวจเยี่ยม ผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน "ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร" ณ ศาลาการเปรียญวัดโพธิ์ศรี บ้านโพธิ์ศรี หมู่ที่ 3, 12 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
 
ที่ จ.สุพรรณบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนพร้อมคณะตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน "ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร" ณ ศาลาการเปรียญวัดโพธิ์ศรี บ้านโพธิ์ศรี หมู่ที่ 3, 12 ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
 
 
โดยมีนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวต้อนรับ ตัวแทนชาวบ้านบ้านโพธิ์ศรี กล่าวประวัติและความเป็นมาของหมู่บ้าน นายวีระชาติ สมบูรณ์วิทย์ พัฒนาการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวรายงาน อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รับมอบผ้าป่าต้นมหาโพธิ์ จากพระธรรมพุทธิมงคล ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร และปาฐกถาธรรมเรื่องการปลูกผักสวนครัว อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบพืชไม้ผลคู่ชีวิตครัวเรือน กล้วย 5 หน่อ, มะละกอ 5 ต้น ให้พัฒนาการจังหวัดที่มาร่วมงาน
 
อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ มอบต้นอินทนิลให้ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดที่มาร่วมงาน, ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอและประธานเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านอำเภอ 10 อำเภอ ตามกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ
 
 
เนื่องใน โอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จากนั้นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนพบปะและมอบนโยบาย และสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่สถิตย์ในหมู่บ้าน ตรวจเยี่ยมแปลงปลูกผัก 2 หมู่บ้าน ปลูกตันรวงผึ้งและตันอินทนิล เยี่ยมชมกิจกรรมปลูกผักของแต่ละจังหวัด และประกอบอาหาร จากผักตามโครงการผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน "ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร"
 
 
- ผู้ว่าฯ ททท.เผยเปิดลงทะเบียนเที่ยวปันสุข 15 ก.ค.นี้
 
โดยนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่อเงที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.เปิยเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ จะรายงานขั้นตอนการดำเนินมาตรการใน 3 แพ็คเกจกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังโควิด-19 ได้แก่ แพ็คเกจ กำลังใจ , เราไปเที่ยวกัน และเที่ยวปันสุข ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ทั้ง ขั้นตอนการลงทะเบียน ความพร้อมของระบบ ขั้นการเข้าร่วมโครงการของผู้ประกอบการ ตลอดจนการโอนเงินเข้าระบบให้กับประชาชน และผู้ประกอบการ
 
โดยคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ในแพ็คเกจเราไปเที่ยวกัน และเที่ยวปันสุข ได้ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ส่วนผู้ประกอบการจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ซึ่งขณะนี้ระบบของธนาคารกรุงไทยมีความพร้อม 80-90% แล้ว
 
 
โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบและยืนยันตัวผู้ใช้สิทธิ์ และขั้นตอนการชำระเงิน เพื่อโอนเงินส่วนที่เหลือ 40% ให้กับโรงแรมสำหรับแพ็คเกจเราไปเที่ยวกัน ซึ่งระบบจะโอนให้ทันทีหลังผู้ลงทะเบียนเช็คเอาท์ ซึ่งไม่น่ามีปัญหา เพราะเป็นการจองผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง มีการแสดงตัวตนและโอนเงินค่าที่พัก 60% แรก ตั้งแต่การจอง ทั้งนี้คาดว่าจะทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 30% จากช่วงวิกฤติอยู่ที่ 0-5%
 
ส่วนการโอนเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้ผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ในแพ็คเกจเที่ยวปันสุข 40% ของราคาค่าโดยสาร แต่ไม่เกิน 1,000 บาทนั้น จะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบระบบการชำระเงินให้ถูกต้อง แต่สายการบินจะได้รับเงินเต็มจำนวนตั้งแต่การซื้อตั๋ว ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการเตรียมออกโปรโมชั่นในช่วง 1-2 เดือนแรก
 
 
- นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ จ่อเรียก  'ฌอน' ให้ปากคำคดีเรี่ยไร
 
จากปมปัญหาเรื่องการรับบริจาคช่วยเหลือการดับไฟป่าของ ฌอน บูรณะหิรัญ ล่าสุดนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ เตรียมเรียก ฌอน เข้าชี้แจงหลังพบไม่ขออนุญาตเรี่ยไร ภายหลังจากที่ ฌอน บูรณะหิรัญ ไลฟ์โค้ชชื่อดัง ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้เงินรับบริจาคเพื่อดับไฟป่า ว่าอาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
 
เช่นการนำเงินไปจ้างผลิตสื่อลงในแฟนเพจของตัวเอง หรือการออกบิลในนามบริษัท ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้  ล่าสุดนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้ทำหนังสือชี้แจง กับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ว่าจากการตรวจสอบ การรับบริจาคเพื่อช่วยดับไฟป่าระหว่างวันที่ 30 มี.ค - 1 พ.ค. นั้นฌอน ไม่ได้ยื่นขออนุญาตเรี่ยไร ตาม พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 
 
โดยจะทำหนังสือเรียกฌอน มาให้ปากคำและชี้แจงรายละเอียด เบื้องต้นพบว่ามีความผิดที่ ไม่ได้มายื่นขออนุญาตเรี่ยไร ส่วนจะมีความผิดนอกเหนือจากนี้ต้องขึ้นอยู่กับการชี้แจง ซึ่งอาจมีประชาชนที่บริจาคเงินไปร้องเรียนเรื่องการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ได้
 
 
อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับดังกล่าวซึ่งออกตั้งแต่ปี 2487 ได้กำหนดโทษผู้ที่เรี่ยไรโดยไม่ได้รับอนุญาตว่า มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากช้เงินผิดวัตถุประสงค์จะมีโทษ ปรับไม่เกิน500 บาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ทีมข่าวพยายามติดต่อไปทางฌอน และ ทีมงาน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์หรือให้ข้อมูล
 
 
- 'วันชัย - ฐนิธ' บุก ยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.
 
คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภา โดยนายวันชัย สอนศิริ และพลเรือเอก ฐนิธ กิตติอำพล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบกรณีการรื้อถอนอาคารศูนย์เรียนรู้ป่าไม้สวนรุกขชาติเชตวัน บ้านบอมเบย์เบอร์มา จ.แพร่
 
 
โดยนายวันชัย กล่าวว่า คณะกรรมาธิการได้ตรวจสอบพบว่า การดำเนินการดังกล่าว อาจเป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา ,กฎหมายโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความบกพร่อง ส่อถึงการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งทางโฆษกคณะกรรมาธิการเห็นว่า กรณีนี้อาจมีผู้ที่เกี่ยวข้อง และต้องรับผิดชอบดังนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 จ.แพร่ กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 7 จ.เชียงใหม่ และห้างหุ้นส่วนแพร่โกสินทร์ก่อสร้าง
 
 
ขณะเดียวกันในส่วนของกรรมาธิการฯ ได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้ว ส่วนตัวมองกรณีดังกล่าว จะต้องมีความเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ส่วนจะบุคคลใด ผิดมากน้อนแค่ไหน ในส่วนนี้คงต้องให้ ป.ป.ช. เป็นฝ่ายตรวจสอบ ทุกอย่างมีกฎหมายระบุไว้ชัดเจน ว่าอะไรสามารถทำได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะอ้างไม่รู้ หรือไม่ทำตามกฎหมายไม่ได้ ในส่วนตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 
 
นายวราวุธ ศิลปอาชา ชี้แจงในสภาไปแล้วนั้น ส่วนตัวถือว่าฝ่ายบริหารทำงานได้เร่งรัด รวดเร็วดี แต่ที่ยื่นพราะว่าเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจของประชาชน จำเป็นต้องรีบดำเนินการ รวมถึงทางวุฒิสภา ไม่อยากให้เหตุกาณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ส่วนหลังจากนี้การบูรณะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ก็คงต้องให้ทางคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม ลงไปช่วยตรวจสอบดูแล
 
 
- เกิดเหตุการดยิงที่อาคารตลาดหุ้น ปากีสถาน
 
กลุ่มมือปืนก่อเหตุอุกอาจบุกกราดยิง อาคารตลาดหุ้นในนครการาจี ประเทศปากีสถาน มีผู้เสียชีวิต 7 คน ในจำนวนนี้ 4 คนเป็นมือปืนที่ก่อเหตุ ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้นับว่า อุกอาจเนื่องจากอาคารตลาดหุ้นตั้งอยู่ในเขตที่มีการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด คนร้ายมีทั้งหมด 4 คนมาในชุดคล้ายตำรวจ หลังจากจอดรถ ก็ขว้างปาระเบิดมือไปที่ทางเข้าอาคาร และเริ่มกราดยิงอย่างไม่เลือกหน้า
 
รัฐบาลได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงมายังจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว และได้ยิงปะทะกันอย่างหนักกับมือปืน และมือปืน 4 คนถูกสังหารทั้งหมด มีรายงานว่า ประชาชนเสียชีวิตด้วย 2 คน ตำรวจ 1 นาย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และกำลังอพยพประชาชนออกมาจากอาคาร ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างว่า เป็นผู้ก่อเหตุ 
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ