14 ก.ค. 2563
1,604 ครั้ง

หนุ่ม ป.ป.ส. สำนึกผิดขอโทษคู่กรณี หลังโชว์กร่าง-ชักปืนขู่ อ้าง จยย. ปาดหน้ามาชน พกปืนไว้ป้องกันตัว

เป็นคลิปที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ กรณีมีชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถเก๋งวอลโว่ สีชาว ของชายอีกคนหนึ่งหลังจากเกิดเหตุคนขับรถเก๋งได้ลงจากรถและพูดจาด่าทอคนขี่รถจักรยานยนต์ และมีการลงไม้ลงมือพร้อมบอกว่า “รถกูพังมึงจะจ่ายเท่าไหร่” ก่อนที่คนขี่รถจักรยานยนต์จะบอกว่า “ขอโทษ”

 

ผู้สื่อข่าวได้คุยกับนายเก่ง  ไกรสร อายุ 42 ปี ผู้เสียหาย เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังจะขี่รถกลับบ้าน ตนเป็นคนขี่ด้วยความเร็วประมาณ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระหว่างนั้นมีรถยนต์วอลโว่ขับชนท้ายอย่างจังทำให้รถล้ม ทำให้ตนและเพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายกระเด็นตกลงบนถนน ตามลำตำ ใบหน้าเป็นแผลถลอก ศีรษะแตก ตอนนั้นรู้สึกปวดหัวมากเพราะหัวกระแทกกับพื้น

 

จากนั้นก็เกิดอาการเบลอไม่มีสติ และจำอะไรไม่ได้อีกเลยว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง รู้ตัวอีกทีตอนฟื้นตื่นขึ้นมาอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว ตนไม่รู้ว่าเขาต่อว่าอะไรบ้าง หรือมีปืนหรือไม่ ถ้าคู่กรณีจะมาขอโทษก็พร้อมให้อภัย ยืนยันตนไม่ได้เมาสุรา แต่เพื่อนที่ซ้อนท้ายมานั้นมึนเมาเล็กน้อย  ที่เห็นในคลิปว่าตนมีอาการคล้ายคนเมานั้นเนื่องจากรถล้มหัวกระแทกพื้นถนนรู้สึกเบลอ ๆ

 

ส่วนนายต๋อง แซ่หุ้น อายุ 40 ปี ผู้เสียหายอีกคนซึ่งเป็นคนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ กล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุรถล้ม ตนอยู่ไกลจากเพื่อนมาก เห็นเพื่อนล้มอยู่ สภาพเหมือนไม่มีสติ เห็นคู่กรณีลงจากรถมาด้วยท่าทางอารมณ์ร้อน เดินเข้ามาด่าเตะที่หลังของเพื่อนหลายครั้ง แล้วก็ต่อว่าหยาบคาย พร้อมบอกว่าฝั่งตนเป็นคนผิด ทำให้รถของเขาเสียหายต้องรับผิดชอบ เราเป็นฝ่ายถูกเขาขับมาชนเอง ตนไม่ทราบว่าเขามีอาวุธปืนหรือไม่แต่ได้ยิงเสียงแกร็ก ๆ ไม่ทันมองว่าคืออะไร โดยคู่กรณีได้เดินมาหาตนทำทีจะเตะ พูดว่า “มึงจะเอาเรื่องกูเหรอ” ถ้าชนแรงกว่านี้คงตายไปแล้ว

 

จากนั้นกู้ภัยได้พาตนกับเพื่อนไปส่งโรงพยาบาลเพื่อทำแผล ในวันต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตนไปพบคู่กรณีที่ สน.ดอนเมือง เมื่อเจอหน้าคู่กรณีก็รีบเข้ามายกมือไหว้ และกล่าวขอโทษ ท่าทีของเขาแตกต่างจากตอนเกิดเหตุเหมือนเป็นคนละคนกัน พูดจาดีแทบจะกราบเท้า เขาขอโทษอย่างเดียว แล้วบอกว่าจะรับผิดชอบทุกอย่างจนกว่าบาดแผลจะหาย  อีกฝ่ายยอมรับว่าทำไปเพราะโมโหที่รถพังเสียหาย  ยืนยันตนกับเพื่อนไม่ได้ขี่รถ จยย.ปาดหน้าแต่อย่างใด

 

ด้านอาสามูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ยืนยันว่า หนุ่มวอลโว่ มีลักษณะคล้ายคนเมาสุรา ห้ามไม่ให้ตนช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. พร้อมโชว์บัตร และยังเอาปืน เหล็กสไลด์ ออกมาขู่ผู้บาดเจ็บ ซึ่งไม่เพียงทำให้ผู้บาดเจ็บกลัว ตนเองก็กลัวเช่นกัน แต่ก็ได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลภูมิพล

 

ขณะที่นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) ชี้แจงว่าได้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้วพบว่า ชายสวมเสื้อยืดสีดำดังกล่าวเป็นข้าราชการในสังกัด(ตำแหน่งนักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ ประจำสนามบินดอนเมือง) ซึ่งถือเป็นการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

 

ในเบื้องต้นเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้มีคำสั่งให้มารายงานตัวกับผู้บังคับบัญชาเหนือชั้น และได้ลงนามในคำสั่งให้เข้ามาประจำในส่วนกลาง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการด้านวินัยต่อไป สำหรับการละเมิดคู่กรณีให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยที่สำนักงาน ป.ป.ส. จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องให้รวดเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

 

จากกรณีดังกล่าว ต้องขอโทษต่อผู้เสียหายและสังคมในสิ่งที่เกิดขึ้น ขอขอบคุณพลเมืองดีและพี่น้องประชาชนที่ช่วยเป็นหูเป็นตา สำนักงาน ป.ป.ส. จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทุกกรณี ไม่มีข้อยกเว้น

 

ขณะที่เมื่อวานนี้ (13 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. คู่กรณี ได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง หลังให้การเสร็จให้สัมภาษณ์กับนักข่าวสั้น ๆ ว่า “ขอโทษคู่กรณีด้วยครับ ไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีเรียบร้อยชดใช้ค่าเสียหายแล้ว เขาไม่ติดใจเอาความ” เมื่อถามว่าชักปืนข่มขู่จริงหรือไม่ เขาบอกว่าอยู่ในสำนวน อ้างไม่ได้สั่งห้ามให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยทำแผลให้คนเจ็บ ก่อนจะเดินหนีนักข่าว พร้อมพูดว่า “ยินดีดูแลเรื่องรักษาพยาบาล” ผู้สื่อข่าวถามว่าใครชนใครก่อน เขาไม่ตอบ

 

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. คู่กรณี ให้การยอมรับว่าเป็นคนในคลิป อ้างว่าคู่กรณีขี่รถจักรยานยนต์ปาดหน้า ก่อนมาเฉี่ยวชนรถของตน ยอมรับหลังเกิดเหตุรถชนแล้ว ตนเองได้เดินลงจากรถจนกระทบกระทั่งตามคลิปที่ปรากฏ จากนั้นตนก็เดินไปหยิบปืน พร้อมกระบองสั้นในรถลงมาเพื่อป้องกันตัวหวั่นเกิดร้าย ไม่ได้ชักปืนข่มขู่แต่อย่างใด

 

ด้าน พ.ต.อ.รังสรรค์ สอนสิงห์ ผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง เผยว่า  ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือในส่วนของคดีอุบัติเหตุ ซึ่งตำรวจจะเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบที่เกิดเหตุเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง

 

ส่วนกรณีที่ผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมข่มขู่และทำร้ายคู่กรณีนั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหารวม 3 ข้อหา ประกอบด้วย มีและพกพาอาวุธปืน ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร , ข่มขู่ , และทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอาการบาดเจ็บ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/4NEf81dlSik

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ