25 ก.ค. 2563
17,456 ครั้ง

ปิดฉากคดี ‘บอส วรยุทธ'! รองโฆษก ตร. วอนสังคมอย่างสร้างวลี “คุกมีไว้ขังคนจน” พร้อมสั่งถอนหมายจับสากล จากนี้สามารถเข้าประเทศได้ตามปกติ

จากกรณี อัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ในคดีซิ่งเก๋งเฟอร์รารี่หรูพุ่งชน  ด.ต.วิเชียร กล่ำประเสริฐ สายตรวจสน.ทองหล่อ เสียชีวิตคาเครื่องแบบตำรวจ ช่วงเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555 นั้น
 
โดยสำนักข่าว CNN รายงานข่าวคืบหน้าคดีของ บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ขับรถหรูชน ตร.สน.ทองหล่อเสียชีวิตตั้งแต่ปี 55 เจ้าตัวหลบหนีคดีไปต่างประเทศ
 
พร้อมมีการเผยแพร่หนังสือจาก พ.ต.ท. ธนาวุฒิ สงวนสุข รองผู้กำกับการสอบสวน ปฏิบัติราชการแทนผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2563 แจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ตามคดีอาญา ระหว่าง พ.ต.ท.วีรดล ทับทิมดี ผู้กล่าวหา นายวรายุทธ อยู่วิทยา ผู้ต้องหาที่ 1 และดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 เพื่อพิจารณาแล้วนั้น
 
 “บัดนี้อัยการสูงสุด ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยาในทุกข้อกล่าวหาตามหนังหสือที่อ้างถึง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ คดี้นี้จึงเป็นอันสิ้นสุดตามกระบวนการทางกฏหมาย และนักงานสอบสวนได้ทำการขออนุมัติศาลเพิกถอนหมายจับในคดีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
 
ทั้งนี้เมื่อย้อนไป ในทางคดีนี้ ตำรวจมีการตั้งข้อหา 5 ข้อ แต่ฟ้องได้ 2 ข้อหา คือขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อายุความ 15 ปี จะสิ้นสุดวันที่ 3 กันยายน 2570 อีกหนึ่งขอห้า ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชนหรือชนแล้วหนี อายุความ 5 ปีสิ้นสุดไปแล้วเมื่อ 3 ก.ย.2560
 
คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการและการเพิกถอนหมายจับของพนักงานสอบสวน จึงทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง การหนีคดีของ บอส อยู่วิทยา สิ้นสุดลงด้วย หลังหนีคดีในต่างประเทศกว่า 8 ปี พบความเคลื่อนไหวล่าสุดที่สิงคโปร์ และปีที่แล้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ลงโทษภาคทัณฑ์ 5 ตำรวจหลังตรวจสอบพบว่ามีการช่วยเหลือหนีออกนอกประเทศ
 
จึงทำให้ในโลกโซเชียลชื่อพากันติดแฮซแท็ก #บอส อยู่วิทยา จนแฮซแท็กดังกล่าวขึ้นมาอยู่บน เทนด์ทวิตเตอร์อันดับหนึ่งในไทย หลังจากที่พบว่าอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ์
 
เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจและพนักงานอัยการมีการสอบเพิ่มเติมมาตลอด กระทั่งล่าสุดอัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง เมื่อคณะกรรมการตำรวจพิจารณากับฝ่ายกฎหมายแล้ว ก็เห็นพ้องตามอัยการสั่งไม่ฟ้องด้วย ส่วนเหตุผลไม่สามารถเปิดเผยได้
 
“หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกฎหมาย ถอนหมายจับนายวรยุทธในไทย และให้ตำรวจกองการต่างประเทศประสานตำรวจสากลถอนหมายจับอินเตอร์โพลด้วย ให้เสมือนเป็นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง ทำให้นายวรยุทธสามารถกลับเข้าประเทศได้ตามปกติ แต่น่าจะต้องใช้เวลาซักระยะ”
 
นอกจากนี้รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังยืนยันอีกว่าคดีนี้เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปกติ มีหลายคดีที่ตำรวจมีความเห็นแย้งซึ่งยึดตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องสองมาตรการใด ๆ โดยที่ผ่านมาพนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มเติมในหลายประเด็น และพนักงานสอบสวนก็ส่งความเห็นเพิ่มเติมไปหลายครั้ง จนถึงที่สุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พนักงานอัยการก็มีความเห็นเป็นเด็ดขาดออกมา ซึ่งไม่มีใครจะสามารถก้าวล่วงได้
 
รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าการเห็นแย้งหรือไม่แย้งต้องอยู่ที่พยานหลักฐาน ไม่ได้ทำตามกระแสสังคม ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีการเข้าข้างทำสำนวนนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็เปิดโอกาสให้ตรวจสอบมาโดยตลอด การสั่งไม่ฟ้องข้อหาใด ก็มีเหตุผลความจำเป็นและพยานหลักฐานสนับสนุนอยู่แล้ว
 
และก็มีการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องซึ่งบกพร่องในการทำสำนวนคดีนี้ในอดีตไปแล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เสียใจกับความสูญเสีย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ตำรวจก็อยากจะจับกุมให้ได้และดำเนินคดี แต่คดีเป็นเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน
 
เมื่อถามถึงกรณีที่ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ ผู้เสียชีวิต กลับมีชื่อเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ด้วย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตรวจสอบเอกสารแล้วพบว่า เดิมตั้งแต่ปี 2555 ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับตำรวจที่เสียชีวิตในข้อหาขับขี่รถโดยประมาท จึงมีชื่อเป็นผู้ต้องหาร่วม แต่เนื่องจากตำรวจเสียชีวิต ทำให้คดีส่วนนี้ระงับไปแล้ว ไม่ใช่การฟ้องร้องเรื่องใหม่ แต่เป็นชื่อที่ติดอยู่ในสำนวนแต่เดิม เพราะโดยปกติกรณีรถชนกัน เมื่อยังตัดสินไม่ได้ว่าใครผิดใครถูก ตำรวจก็จะแจ้งข้อหาทั้ง 2 ฝ่ายไว้ก่อน จนกว่าจะมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสั่งฟ้อง ซึ่งพยานหลักฐานนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าจะฟ้องฝ่ายใด
 
ส่วนกรณีที่สังคมมองว่า “คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น” รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอร้องว่าสังคมอย่าสร้างวลีเช่นนั้น ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่
 
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสอบถามนายประยุทธ  เพชรคุณ รองโฆษกอัยการสูงสุด  ระบุว่าช่วงนี้ติดวันหยุดยาว จึงจะมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลและตรวจสอบ ซึ่งวันที่ 29 ก.ค.63 จะมีการพูดคุยและดูเอกสาร ถึงจะทราบเหตุผลถึงการไม่สั่งฟ้องดังกล่าวและจะชี้แจงให้ทราบต่อไป 
 
 
สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555 โดยมีพยานเห็นเฟอร์รารี่หรู ของนายวรยุทธ พุ่งชนด.ต.วิเชียร ขณะขี่จยย. ที่หน้าปากซอยสุขุมวิท 47 แล้วลากร่างด.ต.วิเชียร พร้อมจยย.สายตรวจไปไกลกว่า 200 เมตร เสียชีวิตคาเครื่องแบบตำรวจ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุ ก็ตรวจสอบพบคราบน้ำมันเครื่องไหลเยิ้ม ตามรอยพบเข้าไปในบ้านหรูหลังใหญ่เลขที่ 9 ภายในซอยสุขุมวิท 53 ของนายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง แต่กว่าจะควบคุมตัวได้ก็มีเรื่องวุ่นวาย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ทองหล่อนำตัวคนขับรถเข้ามอบตัวแทน
 
เมื่อสอบปากคำและตรวจร่างกายเบื้องต้นก็พบว่าไม่ใช่ผู้ต้องหาตัวจริง จึงถูกแจ้งข้อหาแจ้งความเท็จ ในที่สุดนายวรยุทธ ผู้ก่อเหตุตัวจริงก็มอบตัว โดยให้การว่าขับรถชนจริง แต่เป็นเพราะผู้ตายปาดหน้าจนหักหลบไม่ทันจึงเป็นเหตุ 
 
ซึ่งช่วงที่เข้าไปมอบตัว บอส-วรยุทธ เข้ามอบตัวนั้นได้เดินทางพร้อมทนายความพร้อมระบุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า บอส ไม่ได้เดิมเครื่องดื่มมึนเมาในวันเกิดเหตุ แต่หลังจากที่เกิดเหตุ ได้กลับบ้านและดื่มสุราจนเผลอหลับ จึงเขามอบตัวในเช้าวันรุ่งขึ้น ดังนั้นการดื่มเครื่องดื่มเกิดขึ้นหลังจากก่อเหตุ 
 
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้ง  5 ข้อกล่าวหา บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา คือ 
1. ขับรถขณะเมาสุรา (สั่งไม่ฟ้อง เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ)
2. ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (หมดอายุความ ปี 2556 อายุความ 1 ปี)
3. ขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินเสียหาย  (หมดอายุความ ปี 2556 อายุความ 1 ปี)
4. ขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเจ้าพนักงาน (หมดอายุความ 3 ก.ย.60 อายุความ 5 ปี)
5. ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (อัยการและตำรวจมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง (อายุความ 15 ปี) จะขาดอายุความปี 2570 (เหลืออีก 7 ปี))
 
ทั้งนี้สำนักข่าวต่างประเทศ ได้เปิดเผยรูป บอส วรยุทธ เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งดูฟุตบอลที่ประเทศอังกฤษ เล่นสโนว์บอร์ดที่ประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งนั่งเครื่องบินเจ็ตสุดหรูไปท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังไปเที่ยวหลวงพระบาง สปป.ลาว โดยเยี่ยมชมวัด นั่งเล่นริมสระน้ำ และค้างที่รีสอร์ตหรูคืนละ 1 พันยูเอสดอลลาร์ หรือคืนละ 34,000 บาทหลังจากเกิดอุบัติเหตุ นายวรยุทธเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อย 9 ประเทศ โดยไปล่องเรือที่โมนาโก  ฉลองวันเกิดที่ร้านอาหารหรูในกรุงลอนดอนของอังกฤษ แช่สระน้ำในกรุงอาบูดาบีของดูไบ กินอาหารที่ฝรั่งเศส ควงจักรยานหรูราคาหลักแสนในกรุงเทพ โดยครอบครัวให้การสนับสนุน
 
พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือบิ๊กแจ๊ส ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในขณะนั้น เข้าไปเจราจากดดันให้ผู้ต้องหาตัวจริงมอบตัว เผยกับผู้สื่อข่าวว่า  เรื่องคดีมันมีอะไรที่ค่อยปกติตั้งแต่แรก  มีการเบี่ยงเบนคดีมาตั้งแต่ต้น ตนลงพื้นที่ไปดูที่เกิดเหตุแล้วรับไม่ได้ ที่ลูกน้องใต้ผู้บังคับบัญชา ถูกรถชนและไม่รับผิดชอบ หลบหนีเข้าไปในบ้าน มีการเอาคนที่ไม่ใช่คนขับมามอบตัว วันนั้นรับไม่ได้มาก จะต้องเอาผู้ต้องหาตัวจริงมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ 
 
เมื่อได้คนขับตัวจริงมาดำเนินคดี จากนั้นก็เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนดำเนินคดีหลายข้อหา เมื่อดำเนินการไปแล้วตนก็ไม่ทราบเลยว่าขาดอายุความไปแล้วกี่คดี อยากให้คิดกันให้ดีกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย หากกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย คนกระทำผิดบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร หลักฐานต่าง ๆ มีความชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด  อยู่ที่ว่าจะตรวจสอบหรือไม่ตรวจสอบ
 
หลังทราบอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส มันค้านสายตาของสังคม  แต่พูดไม่ได้ กระบวนการมันตัดสินไปแล้ว มองว่าถ้าหากสังคมสงสัยและเคลือบแคลงใจอยู่ ทางพนักงานสอบถาม ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ควรจะออกมาชี้แจงให้ชัดเจน ว่าส่วนไหนที่ตำรวจมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบบ้าง เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้องค์กรก็จะเสื่อมเสียได้
 
จริง ๆ แล้วคดีแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นคดีประมาทเป็นเหตุให้คนตาย ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทำคดีนาน  คุกมันไม่ได้มีไว้ขังคนจน กฎหมายควรเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่คดีนี้ มันมีอยู่หลายคดีที่ทำให้เราเห็นได้ชัด 
 
“เราสลดใจในกระบวนการยุติธรรม การบวนการยุติธรรมมันต้องยุติธรรม ในเมื่อสังคมสงสัยเรื่องคดี ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ควรจะมาชี้แจงให้ทุกคนได้เห็นความจริงกัน แต่เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วคดีก็จบไป แต่สังคมยังไม่จบ เรื่องนี้ต้องดูให้ดีมีความละเอียดอ่อน ต้องไปดูว่าเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว ตำรวจแย้งหรือไม่ หากตำรวจไม่แย้งก็ต้องชี้แจง หากตำรวจแย้งก็ต้องไปที่อัยการสูงสุดตามขั้นตอน ตนคงก้าวล่วง พูดอไรนอกเหนืออำนาจไม่ได้”
 
 
ขณะที่ พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส. พรรคก้าวไกล เผยว่า ขณะนั้นได้อยู่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นผู้พิสูจน์หลักฐานคดีนี้ด้วยตัวเอง ทั้งจดบันทึก ถ่ายรูป เก็บร่อยรอยหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับคดีนี ยืนยันได้ว่า นายบอส อยู่วิทยา เป็นคนขับรถชนจริงใน 3 ประเด็น คือ 1.เริ่มจากรถของดาบตำรวจที่เสียชีวิต กับรถเฟอร์รารีของผู้ต้องหา “เป็นการชนท้าย ไม่ใช่การปาดหน้า” 2.ตัวบุคคลที่ชน ในบันทึกระบุ “เหตุการณ์เกิดขึ้นเช้ามืด ซึ่งตัวรถที่ชนไปอยู่ในบ้านผู้ต้องหา แต่ส่งคนรับใช้ที่บ้านมามอบตัว จนพนักงานสอบสวนได้ถามปรากฏว่าไม่ใช่ เวลานั้นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลขณะนั้นได้นำกำลังล้อมบ้าน จนนายบอส ยอมมอบตัว และพิสูจน์ได้ว่าเป็นคนขับรถ จากรอยรัดเข็มขัด ที่เป็นรอยจ้ำแดง” 
 
  และ 3.เรื่องความเร็วขับรถเกินกำหนด มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ที่สามารถเอาผิดได้ โดยกองพิสูจน์หลักฐานขณะนั้นออกรายงานได้ภายใน 1 เดือน แต่พอเข้าสู่ชั้นพนักงานสอบสวนกลับใช้เวลาหลายปี จึงรู้สึกไม่พอใจมากเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ และควรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อขจัดปัญหาให้หมดไป
 
 
 
 
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/On_OfpM9its
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ