27 ก.ค. 2563
1,910 ครั้ง

เปิดสำนวน อัยการสั่งไม่ฟ้อง ‘บอส วรยุทธ’ พบ 2 พยานโผล่ให้การปี 62 ดาบวิเชียรเปลี่ยนเลนกระชั้นชิด - อสส.ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาคดี

ความคืบหน้าประเด็นใหญ่ ที่สังคมตั้งคำถามถึงกระบรวนการยุติธรรมของประเทศไทย กรณี บอส วรยุทธ อยู่วิทยา หลุดทุกคดี ไร้มลทิน หลังขับรถชนดาบตำรวจเสียชีวิต เมื่อปี 2555 แล้วหนีไปต่างประเทศ ผ่านมา 8 ปี อัยการสูงสุด และตำรวจ เห็นพ้อง มีคำสั่งไม่ฟ้อง สามารถเดินทางกลับไทยได้ โดยคำสั่งออกมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.63 นั้น
 
 
ล่าสุด นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 และรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดอัยการสูงสุด ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นชอบแล้ว 
 
 
โดยข่าวดังกล่าว สื่อมวลชนได้นำเสนอเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 นั้นสำนักงานอัยการสูงสุด ขอชี้แจงว่า เมื่อปรากฏข่าวดังกล่าว อัยการสูงสุด ซึ่งกำลังปฏิบัติราชการอยู่ในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 4 ในการประชุมสัมมนา ข้าราชการฝ่ายอัยการในเขตพื้นที่ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 23-26 กรกฎาคม 2563 จึงทำการตรวจสอบและทราบว่า กรณีที่เป็นข่าว เป็นสำนวน ส.1 เลขรับที่ 107/2556 ของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1
 
 
ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงปรากฏชัด ว่าการสั่งสำนวนคดีดังกล่าวเป็นไปตามหลักกฏหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีเหตุผลในการสั่งพิจารณาคดีอย่างไร จึงมีคำสั่งทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ พิเศษ/2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีดังกล่าว โดยมี นายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และคณะทำงานอื่น รวมทั้งสิ้น 7 คน ทั้งนี้ โดยให้คณะทำงานเร่งตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็ว และเมื่อมีผลคืบหน้าประการใด จะได้แจ้งให้บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดและประชาชนทราบโดยทั่วกัน
 
 
ด้าน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด กรณีที่สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยา ในทุกข้อกล่าวหา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แย้งคำสั่งของอัยการ 
 
 
ทั้งนี้ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ทราบจากข่าวแล้ว ด้วยความไม่สบายใจ และเห็นว่าควรต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกเข้าใจดีถึงความรู้สึกของประชาชน พร้อมกับสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีดังกล่าว ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ถึงขั้นตอนของอัยการว่าเป็นมาอย่างไร พร้อมทั้งรายงานโดยด่วน และยืนยันนายกรัฐมนตรีไม่เคยช่วยเหลือใคร ไม่เคยแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง 
 
 
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่าผู้ที่เกี่ยวข้องหลักตามกระบวนการยุติธรรมในกรณีนี้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดี และพนักงานอัยการ โดยเฉพาะอัยการนั้นนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้งและมีอำนาจพิจารณาคดีได้อย่างอิสระตามขอบเขตของกฎหมาย ดังนั้น นายกรัฐมนตรีไม่สั่งการใครในคดีนี้ และทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง และขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม หากใครทำผิดจะต้องถูกลงโทษทั้งสิ้น พร้อมทั้งเตือนขอให้อย่านำเรื่องนี้ไปบิดเบือนหรือเชื่อมโยงกับปัญหาอื่น ๆ จนเกิดความเข้าใจผิดและสับสน 
 
 
ด้านเพจลูงตู่ตูน โพสต์ข้อความ นายกฯ สั่งติดตามคดีนี้แล้ว ยืนยัน ไม่เคยช่วยเหลือ ไม่มีผลกระโยชน์เด็ดขาด
 
 
เปิดสำนวน อัยการสั่งไม่ฟ้อง ‘บอส วรยุทธ’ พบ 2 พยานโผล่ให้การปี 62 ดาบวิเชียรเปลี่ยนเลนกระชั้นชิด
 
 
ขณะที่ สำนักข่าวอิศรา เปิดสำนวนลับ อัยการสั่งไม่ฟ้อง บอส วรยุทธ อยู่วิทยา ฉบับเต็ม โดยในเนื้อหาเผยมีพยานใหม่โผล่มา 2 ปาก เพิ่งเข้าให้การเมื่อ ธ.ค.62 หลังเหตุการณ์ผ่านมา 7 ปี อ้าง ขับรถตามหลังรถหรูของบอส และจยย.ของดาบวิเชียร ยืนยันรถของบอส ขับมาแค่ 60 กม./ชม. 
 
 
โดยพยานที่เป็นพลเรือน ยังระบุด้วย่วา ดาบวิเชียร ขี่จยย.เปลี่ยนเลน ตั้งแต่ช่องทางเดินรถที่ 1 ซ้ายสุด ไปยังช่องทางที่ 3 ขวาสุด ในระยะกระชั้นชิด ทำให้รถที่วิ่งมาช่องทางที่ 3 เบรคไม่ทัน พุ่งชนอย่างจัง
 
 
นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านความเร็วรถ 2 คน ให้การเพิ่ม ความเร็วรถหรูไม่เกิน 80 กม./ชม.แน่นอน โดยดูจากความเสียหาย ของรถทั้งสองคัน หลังเกิดเหตุ เทียบกับเหตุรถชนในคดีอื่น 
 
 
ส่วนที่มีผู้เชี่ยวชาญอีกคน ประเมินไว้ตั้งแต่ต้น รถหรูมาด้วยความเร็ว 177 กม./ชม. เปลี่ยนคำให้การใหม่ เป็นว่าที่คำนวณไว้อาจคลาดเคลื่อนไป ความเร็วอยู่ที่ ประมาณ 79.23 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งยังอ้างอิงกฏกระทรวงปี 2522 ที่ระบุว่า ความเร็วรถที่แล่นใน กทม.ต้องไม่เกิน 80 กม./ชม. อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของดาบวิเชียรฝ่ายเดียว อัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง โดยระบุว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ตายประมาทปราศจากความระมัดระวังเอง 
  
 
ขั้นตอนการร้องความเป็นธรรม 'บอส วรยุทธ'
 
ส่วนประเด็นที่สังคมเกิดคำถามว่าเรื่องนี้ ไปถึงอัยการสูงสุดได้อย่างไร เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้อง และตำรวจไม่ได้เห็นแย้ง ดังนั้นตามข้อกฎหมาย เรื่องไม่ต้องถึงอัยการสูงสุดชี้ขาดนั้น 
 
 
นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด บอกว่า หากเป็นดคีอาญาทั่วไปตำรวจจะเป็นคนทำสำนวน และส่งให้อัยการ และอัยการจะพิจารณา ใช้ดุลยพินิจว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งมีหลายคดีที่ให้ตำรวจสอบเพิ่ม หากอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ตามหลักการสำนวนจะถูกส่งกลับไปที่หัวหน้าพนักงานสอบสวน หากเป็นพื้นที่ กทม.จะถูกส่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือรอง ผบ.ตร. หรือ ผช.ผบ.ตร. แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัด สำนวนจะถูกส่งมายัง ผู้บังคับบัญชา ตำรวจภูธรภาค หรือ รองผู้บังคับบัญชา ตำรวจภูธรภาค หากตำรวจเห็นพ้องกับอัยการ สั่งไม่ฟ้อง ก็ถือว่ายุติ แต่ถ้าเห็นต่างสำนวนจะถูกส่งไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาด
 
 
แต่เหตุใด คดีนายวรยุทธ จึงมีเอกสารปรากฏว่าอัยการสูงสุดชี้ขาด ทั้งที่ระบุว่า ตำรวจไม่ได้เห็นแย้งกับอัยการ แต่อัยการสูงสุดเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ได้อย่างไรนั้น ล่าสุดปรากฏเอกสารของอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1  ไล่เรียงลำดับเวลา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก่อนคดีนี้ยุติ
 
 
สน.ทองหล่อ ทำสำนวนส่งไปที่อัยการ 5 ข้อหา ปรากฎว่าอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1   สั่งยุติคดี ไม่ฟ้อง 4 ข้อหา เหลือฟ้องข้อหาเดียว คือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่นายบอส ไปร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด แต่ อสส.ไม่รับเรื่อง 
 
นายบอส จึงร้องต่อ กมธ.สนช.ปรากฎว่า กมธ.รับเรื่องการร้องขอความเป็นธรรมไว้พิจารณา ระบุว่ามีข้อมูลใหม่มาเพิ่ม กมธ.จึงส่งเรื่องไปยัง อสส. หลังจากนั้นได้มีการสั่งให้ตำรวจไปสอบเพิ่ม เมื่อสอบเพิ่มได้พยานหลักฐานใหม่ มีความเห็นไม่ดำเนินคดีนายบอส ในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามขั้นต่อก็ส่งกลับมาที่ อสส. ก่อนจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง เรื่องกลับลงมาที่ตำรวจ และตำรวจไม่เห็นแย้ง คดีจึงยุติ
 
 
'วีระ' ตั้งข้อสังเกต พบสารเสพติดในเลือด 'บอส วรยุทธ' แต่ไม่มีอยู่ในสำนวน
 
ด้าน นายวีระ สมความคิด โพสต์ภาพประกอบ พร้อมเอกสาร ระบุว่า "มาดูหลักฐานสำคัญที่พนักงานสอบสวน ขอให้สาขานิติเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ตรวจสอบหาสารแปลกปลอมที่พบในร่างกายของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งพบว่ามีสารที่เกิดขึ้นในเลือดของนายวรยุทธ ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงในร่างกายหลังจากการเสพโคเคน ซึ่งพนักงานสอบสวนขอให้สาขาวิชานิติเวชวิทยา ช่วยตรวจสอบหลังจากควบคุมตัวนายวรยุทธ หลังจากเกิดการขับรถชนดาบตำรวจวิเชียรจนเสียชีวิต แต่ตำรวจไม่ได้นำมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญประกอบในสำนวนคดี
 
 
ที่สำคัญขอให้ประชาชนช่วยกันอ่านรายละเอียดในคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ซึ่งสรุปว่าพบข้อเท็จจริงใหม่ โดยนายวรยุทธไม่ได้ขับรถโดยประมาท แต่เป็นเรื่องสุดวิสัย เนื่องจากดาบตำรวจวิเชียร ผู้ตายเป็นฝ่ายประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียว ขี่รถมอเตอร์ไซด์ตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด บอกมาได้ว่านายวรยุทธไม่ได้ประมาท แต่กลับไม่หยุดรถลงมาให้การช่วยเหลือ คงกำลังเมา(โคเคน)ได้ที่
 
 
แล้วผลการตรวจหาสารแปลกปลอมในเลือดของนายวรยุทธหายไปไหน ทั้งพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ ไม่รู้ไม่เห็นว่ามีหลักฐานชิ้นนี้เชียวหรือ พนักงานสอบสวนของ สน.ทองหล่อ เป็นผู้ขอให้สาขานิติเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตรวจสอบเองนะ มีหลักฐานปรากฎอยู่อย่างชัดเจน
 
 
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ กรณีนี้อัยการสูงสุดไม่กล้าลงนามเอง มอบหมายให้นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดคนที่ 1 เป็นผู้ลงนามในคำสั่งเด็ดขาดสั่งไม่ฟ้อง
 
 
ฝ่ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร.ก็ไม่กล้าลงนามเอง มอบหมายให้พลตำรวจโทเพิ่มพูน ชิดชอบ (น้องชายนายเนวิน ชิดชอบ) ผู้ช่วยผบ.ตร. เป็นผู้ลงนามแทน (ไม่แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ)"
 
 
ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ตั้งข้อสังเกตเรื่องพยานใหม่ 2 คน หลังเหตุการณ์ผ่านไป 7 ปี ระบุว่าไม่มีรายงานไหนที่บอกว่าพยานในที่เกิดเหตุ ขับรถอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยขับตามรถนายบอส และนายดาบ ทำไมเพิ่งมาให้การณ์ช่วงนี้
 
 
ขณะที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ว่า กระทิงแดง วิ่งชนรัฐบาล แรงสั่นสะเทือนจะตกกับรัฐบาลไปโดยปริยาย 
 
 
 
 
 
 
 
รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/AW09NmfPrKU
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ