27 ก.ค. 2563
1,555 ครั้ง

หลายองค์กรจี้ขอความโปร่งใสคดี 'บอส อยู่วิทยา' ด้าน อสส.แต่งตั้ง 7 กรรมการตรวจสอบ

ความคืบหน้ากรณีสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง นาย วรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ล่าสุดรองอัยการสูงสุด เตรียมเรียกประชุมด่วนคณะทำงานในวันพรุ่งนี้ เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงเหตุผล ที่มาของคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว 
 
 
นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า นายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุดในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ได้เรียกประชุมด่วนคณะทำงานทั้ง 7 คน ตามคำสั่งของอัยการสูงสุดแล้ว เพื่อร่วมประชุมตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรณีนี้ ซึ่งคาดว่าจะประชุมได้เร็วสุดในวันพรุ่งนี้ 
 
 
โดยคำสั่งนี้ได้แต่งตั้งให้ นายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน / ส่วนคณะทำงานประกอบด้วย นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา / นายชาติพงศ์ จีระพันธุ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร / นายปรเมศว์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี / นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา / นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เป็นเลขานุการ / และสุดท้ายนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกอัยการ และ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นผู้ช่วยเลขานุการ 
 
 
ส่วนแนวทางการพิจารณาของคณะทำงาน ประธานจะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งทางคณะทำงานจะต้องศึกษาสำนวนก่อนว่าสั่งคดีอย่างไร และยังไม่สามารถระบุแนวทางการพิจารณาได้ เพราะอาจเป็นการก้าวล่วง จึงขอให้มั่นใจได้ว่า ทางคณะจะเร่งประชุมพิจารณา เพื่อให้ความจริงปรากฎเร็วที่สุด
 
 
ขณะเดียวกันพลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งตั้ง พลตำรวจเอก ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน พร้อมคณะทำงานรวม 10 คน สอบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน 
 
 
คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงนามในแถลงการณ์ เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุด ชี้แจงอย่างละเอียด กรณีมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา ขณะที่เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ โพสต์เฟสบุค อ้างอิงผลตรวจเลือดนายวรยุทธ ซึ่งพบสารเสพติดในร่างกาย แต่ไม่ถูกฟ้องเมาแล้วขับ
 
 
นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ โพสต์ข้อความทางเฟสบุค ตั้งคำถามว่า "หลักฐานชัดขนาดนี้ทำไมไม่ฟ้องเมาแล้วขับ" โดยหลักฐานที่นายแพทย์ แท้จริงอ้างอิงถึง คือหนังสือ จากสาขาวิชานิติเวชวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ส่งถึงหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2555 เรื่องข้อมูลสารแปลกปลอมในร่างกาย ซึ่งมีเนื้อหาแจ้งถึงผลตรวจสารแปลกปลอม ที่ตรวจพบในร่างกายของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ตามที่ตำรวจนครบาลทองหล่อ ขอทราบข้อมูล ซึ่งมี 3 ข้อ คือ
 
 
1. Alprazolam (อัลพาโซแลม) เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ประเภทที่4 ตาม พรบ.วัตถุออกฤทธิ์และประสาท ทางการแพทย์อาจใช้เป็นยานอนหลับ หรือแก้โรคทางจิตประสาท สามารถพบในปัสสาวะ 3-4 วัน หลังเสพ
 
 
2. Benzoyleegonine (เบนโซลิโกนีน) เป็นสารที่เกิดขึ้น ในลือดในกระบวนการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย หรือเมตาบอลิซึม (Metabolism) หลังจากการเสพ โคเคอีน หรือโคเคน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ โดยโคเคอีน ปกติจะไม่พบปะปนในยา หรืออาหาร และสามารถอยู่ในเลือดได้นาน 18-24 ชั่วโมง หลังเสพ
 
 
ข้อ 3 ระบุว่า พบ Cocacthylene (โคคาเอทิลีน) เป็นสารที่เกิดในเลือด ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย หลังจากการเสพย์โคเคอีน ร่วมกับแอลกอฮอล์ และข้อ 4 พบ พบคาเฟอีน ซึ่งพบได้ในกาแฟ และเครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมชนิดน้ำดำ เป็นต้น
 
 
โดยก่อนหน้านี้มูลนิธิเมาไม่ขับ ก็ออกแถลงการณ์ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุด ชี้แจงการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ในทุกข้อหาเช่นกัน 
 
 
ขณะที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย ออกแถลงการณ์ใจความส่วนหนึ่งว่า กรณีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างจุดด่างพร้อยให้ภาพลักษณ์ประเทศ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึง ความล้มเหลวของกระบวนการ รักษาความยุติธรรมแห่งชาติ สังคมจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร หากผู้รักษาความยุติธรรมไร้ซึ่งจุดยืนที่สังคมจะพึ่งได้ การต่อสู้เพื่อให้สังคมไทย มีการฉ้อโกงให้น้อยลง คงจะเป็นไปได้ยาก หากเสาหลักผุกร่อน ไร้ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ
 
 
ในเนื้อหาแถลงการณ์ ยังได้เรียกร้องความกระจ่าง และคำอธิบายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และความเป็นนิติรัฐ เพียงใดหรือไม่ และเรียกร้องแนวทางแก้ปัญหาความสั่นคลอนของกระบวนการยุติธรรม จากนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน
 
 
ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ระบุว่า การโกงความยุติธรรมไปจากชีวิตคนไทยโดยใช้กฎหมายและอำนาจหน้าที่ คือการทำลายความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อ สถาบันหลักของประเทศ อันจะนำไปสู่หายนะของชาติ
 
 
นอกจากนี้ ยังมีแถลงการณ์จากคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อกรณีนี้ โดยมีคณาจารย์ลงชื่อ 31 คน มีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า คดีนี้ถูกตั้ง เป็นข้อหาทั้งหมด 5 ข้อหา แต่มีความพยายามช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหามาตั้งแต่ต้น จนมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคน ถูกลงโทษทางวินัย ส่วนผู้ถูกกล่าวหาก็ได้รับอนุญาต ให้ออกนอกประเทศ โดยไม่ได้กลับมาสู้คดี ทำให้สังคมเคลือบแคลงต่อความโปร่งใสมาตลอด 
 
 
ส่วนท้ายของแถลงการณ์ ระบุว่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม คณาจารย์ที่มีรายชื่อดังกล่าว จึงเรียกร้องสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 ข้อ คือ 1. ให้ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินคดีโดยละเอียด ทั้งกรณีคดีขาดอายุความ และการใช้ดุลพินิจไม่ฟ้องคดีอาญา และข้อ 2 .ตรวจสอบว่า การดำเนินการหรือการใช้ดุลพินิจดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย สุจริตโปร่งใสหรือไม่ และหากพบว่าไม่เป็นไปอย่างสุจริต ขอให้พิจารณาดำเนินการและใช้ดุลพินิจใหม่ให้ถูกต้อง
 
 
ขณะที่อีกคดีที่ถูกสังคมและสื่อออนไลน์ ยกขึ้นมาเปรียบเทียบกัน คือกรณีนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ นักธุรกิจที่เคยขับรถชนตำรวจและภรรยาจนเสียชีวิต ซึ่งได้เข้าสู่การ ดำเนินคดี และเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตไปแล้ว โดยนายสมชาย โพสต์ข้อความยืนยันว่าคดีของเขาสิ้นสุดแล้ว โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคือจำคุก 3 ปี ปรับ 1 แสบาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา.
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ