28 ก.ค. 2563
1,859 ครั้ง

6 พยาน อัยการ-ตำรวจอ้างเป็นเหตุกลับคำไม่ฟ้อง 'บอส วรยุทธ' - อดีต ตร.ทำคดี ตั้งข้อสงสัยทำไม ‘อัยการ’ เชื่อพยานใหม่

กรณี 'บอส วรยุทธ อยู่วิทยา' ที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง และตำรวจไม่เห็นแย้ง ทำให้คดีที่เหลืออยู่ข้อหาเดียว ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จบลงไป ก่อนที่ข้อหานี้จะหมดอายุความ ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคม ที่ตั้งคำถามถึงกระบรวนการยุติธรรมของประเทศไทย 
 
 
อัยการสูงสุด คุณวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ มีคำสั่งตั้งคณะทำงาน 7 นาย ตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดี บอส วรยุทธ อยู่วิทยา ของสำนักงานอัยการคดีพิเศษอาญากรุงเทพใต้ 1 เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และมีเหตุผลแท้จริงในการพิจารณาสั่งคดี โดยคณะทำงานมีอำนาจเรียกสำนวนมาตรวจสอบ รวมถึงสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้อง และให้ดำเนินการโดยด่วนที่สุด มอบหมายให้ รองอัยการสูงสุด คุณสมศักดิ์ ติยะวานิช เป็นหัวหน้าคณะทำงาน
 
 
โดยคณะทำงานมีองค์ประกอบดังนี้
1.นายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด - หัวหน้าคณะทำงานตำเเหน่ง
2.นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาเป็น - คณะทำงาน
3.นายชาติพงศ์ จีระพันธุ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร - คณะทำงาน
4.นายปรเมศว์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี - คณะทำงาน
5.นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา - คณะทำงาน
6.นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา - คณะทำงานและเลขานุการ
7.นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 - คณะทำงานและผู้ช่วยเลขานุการ
 
 
ด้านรองโฆษกอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานทุกคนรับทราบคำสั่งแล้ว และเร่งประสาน พร้อมประชุมในวันนี้ 28 ก.ค.63 ช่วงบ่าย โดยคณะทำงานมีอำนาจเรียกสำนวนมาตรวจสอบ รวมถึงสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยให้ดำเนินการโดยด่วนที่สุด
 
 
ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยยะจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อท็จจริง ขีดเส้น 15 วันรู้ผล มอบหมายให้ พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็นประธาน พร้อมคณะกรรมการ รวม 10 นาย 
 
 
นอกจากนี้ยังมีการเปิดรายชื่อ กมธ.กฎหมาย สภาฯ สนช. ที่ทำคดี บอส วรยุทธ โดยชื่อประธานในสมัยนั้น คือ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภาฯ โดยผู้สื่อข่าวสอบถามไปว่า มีการขอประวิงเวลาคดีนี้ มาที่คณะ  กมธ.กฎหมาย สภาฯ สนช. สมัยนั้น จริงหรือไม่ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร บอกว่า ถ้าไม่วันที่ 29 หรือ 30 ก.ค.นี้ จะให้ นายธานี อ่อนละเอียด ในฐานะอดีต กมธ.เป็นผู้แถลงรายละเอียด
 
 
6 พยาน อัยการ-ตำรวจอ้างเป็นเหตุกลับคำไม่ฟ้อง
 
 
ขณะเดียวกัน หลังมีการเปิดเผยสำนวนลับ มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเร็วรถ หลังผู้เชี่ยวชาญคนแรกที่เป็นตำรวจยศพันตำรวจตรี ให้ความเห็นไว้ว่านายบอส ขับรถเร็วประมาณ 177 กม./ชม. แต่เวลาผ่านมา 7 ปี บอกคำนวณใหม่ ความเร็วรถเหลือ 79.23 กม./ชม. 
 
 
นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญความเร็วรถท่านอื่น คือ พันตำรวจโท ก. และ พันตำรวจโท ข. (นามสมมุติ) ออกมาบอกว่า ความเร็วรถไม่เกิน 80 กม./ชม. อย่างแน่นอน เปรียบเทียบความเสียหายของรถกับคดีอื่นๆ และมีนักวิชาการอีก 1 ท่าน รศ.ดร. ส (นามสมมุติ) บอกว่า ความเร็วรถก่อนเกิดเหตุอยู่ที่ 76.175 กม./ชม.
 
 
ประกอบกับพยานใหม่ อีก 2 ปาก อ้างอิงว่าขับรถตามหลังมา โดยคนหนึ่งเป็น พลอากาศโท จ. และอีกคน คือ นาย ช. (นามสมมุติ) ให้การว่า ขับรถตามหลังมาด้วยความเร็วไม่เกิน 20 กม./ชม. รถ จยย.ของดาบวิเชียรมาในเลนซ้ายสุด และเปลี่ยนเลนกระทันหัน จน นาย ช.ต้องเปลี่ยนมาเลนซ้ายสุด และดาบวิเชียรก็ไปต่อในเลนขวาสุด ทำให้รถของนายบอส ที่วิ่งมาด้วยความเร็ว 50-60 กม./ชม. เบรกไม่ทัน จึงชนเข้าไปอย่างจัง
 
 
 
อดีต ตร.ทำคดี ‘บอส อยู่วิทยา ’ ตั้งข้อสงสัยทำไม ‘อัยการ’ เชื่อพยานใหม่ จี้พิสูจน์ภาพวงจรปิดก่อนจุดเกิดเหตุ พยานขับรถตามหลังมาจริงหรือไม่ 
 
 
พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งเคยทำคดีนี้เมื่อปี 2555 ตอนนั้นมียศเป็น ร.ต.อ. เปิดเผยหลังเห็นสำนวนที่อัยการสั่งไม่ฟ้องนายบอส ฉบับเต็ม  ยืนยันว่าช่วงที่ทำคดีระดับความเร็วของรถเฟอร์รารี่ที่ปรากฏ อยู่ที่ประมาณ 177 กม./ชม. และพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องไปให้ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ด้าน  ตรวจสอบคำนวณทางฟิสิกส์ และตรวจ DNA ของ รพ.ตำรวจ และ รพ.รามา หลักฐานสำคัญคือกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพรถเฟอร์รารี่ของนายบอส ขับมาด้วยความเร็ว
 
 
พ.ต.ต.ชวลิต  ระบุว่า ผลความเร็วออกไม่เกิน 1 เดือน แต่เวลายืดยาวไปถึงปี 2559 ปรากฏว่ามีการเพิ่มเติมอีกหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่อ้างว่าอัตราเร็วไม่ถึง 100 หรือ 80 นั้น ก็ต้องกลับไปดูว่า พยานใหม่ 2 ราย ที่ให้ความเห็นเข้ามาในสำนาน เขาคือใคร เขาใช้วิธีการอย่างไรในการระบุอัตราเร็วนั้นก็ต้องมาเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักกัน 
 
 
ในส่วนของรูปคดีที่ว่าการพุ่งชนเป็นการพุ่งชนจากด้านหลัง ขณะที่สำนวนใหม่ระบุว่าเป็นการตัดหน้านั้น จากรายงานกองพิสูจน์หลักฐานในส่วนที่ตนทำนั้น พบร่องรอยซึ่งบ่งบอกลักษณะเฉี่ยวชนอย่างไร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่โชคดีเพราะมีนักข่าวไปถ่ายภาพตอนเอารถมาเปรียบเทียบกัน ก็คือการชนกันตรง ๆ  ลักษณะรอยกระแทกรถจักรยานยนต์ การบุบยุบของฝากระโปรงหน้ารถ รอยขรูดถลอก มันสามารถบ่งบอกตำแหน่งและทิศทางการชนได้
 
 
โดยตำแหน่งการชนอยู่เยื้องมาด้านซ้ายเล็กน้อย ทิศทางการชนขนานกับตัวรถจักรยานยนต์ของ ด.ต.วิเชียร ซึ่งทิศทางบ่งบอกได้ว่าชนกันตรง ๆ  ชนในขณะที่รถจักรยานยนต์ตั้งลำอยู่แล้ว  ลองพิจารณาดูว่าหากรถข้างหน้าอยู่ในลักษณะตั้งลำ แล้วรถข้างหลังขับมาชน เขาเรียกขี่ปาดหน้าหรือไม่
 
 
ส่วนที่ว่ามีการปาดหน้ากันนั้น เป็นคำกล่าวอ้างของพยานที่ขับรถตามมา ก็ต้องไปดูอีกว่าพยานที่ขับรถตามมา เข้ามาในสำนวนได้ยังไง เข้ามาในเวลาไหน เข้ามาปี 2559 ไม่ใช่ตอนปี 2555  การเข้ามาในปี 2559 มาจากไหนก็ไม่รู้ เขาอ้างว่าขับรถตามนายบอส วรยุทธ อยู่วิทยา
 
 
“หากมีการตรวจสอบวงจรก็สามารถบ่งบอกได้ ว่ามีพยานขับรถตามหลังรถเฟอร์รารี่ของนายบอส หรือไม่ คำกล่าวอ้างจะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ ทางพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล จะชั่งน้ำหนักว่าคำให้การมีน้ำหนักแค่ไหน พยานคือตัวบุคคลเป็นการบอกเล่า จะพูดอะไรก็ได้ โกหกก็ได้ แต่หลักฐานมันโกหกไม่ได้ แม้จะมีพยานหลายคนถ้าไม่สอดคล้องกับหลักฐาน เราควรยืดถือให้น้ำหนักกับสิ่งใด”
 
 
“สิ่งที่สงสัยคือตามพยานมาได้อย่างไร ซึ่งคดีผ่านมานานกว่า 7 ปี หากระบุว่าตามมาจากกล้องวงจรปิด แล้วกล้องวงจรปิดจับภาพรถที่พยานขับมาอย่างไร เห็นป้ายทะเบียนและลักษณะของรถหรือไม่ ที่สำคัญรถของพยานใหม่ 2 รายนี้ ขับตามหลังรถเฟอร์รารี่ของนายบอส จริงหรือไม่ ตนก็อยากรู้หาพยานมาได้อย่างไร”
 
 
พ.ต.ต.ชวลิต กล่าวว่า ส่วนตัวสามารถบอกได้ว่าการที่คนเราบอกว่า อัตราเร็วมันเท่าไร คือคนเราไม่ได้เป็นเครื่องมือวัด ไม่ได้เป็นสมองกลในตัว /สมมุติว่าคุณถูกตำรวจเรียก บอกว่าคุณขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด แล้วก็เรียกไปเสียค่าปรับ คุณจะจ่ายตังค์หรือเปล่า เราก็ต้องดูว่าตำรวจเขามีวิธีการวัดอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไรในการวัด หรือเห็นด้วยตาประมาณด้วยตัวเองแบบนี้ก็จะไม่น่าเชื่อถือ
 
 
“ดังนั้น คำให้การของพยานใหม่ 2 ราย ที่อ้างว่าขับรถตามมาจะจริงหรือไม่ จะพูดจริงหรือพูดเท็จ มีหลักฐานอะไรมายืนยันสนับสนุนหรือหักล้าง ตนคิดว่าก่อนจะถึงจุดเกิดเหตุ 100 เมตร มีกล้องวงจรปิดที่เห็นรถวิ่งผ่าน ก็จะเห็นได้ว่าหลังจากที่รถเฟอร์รารี่ของนายบอส วิ่งผ่านกล้องไป มีรถของพยานที่ว่านี้ วิ่งตามมาจริงหรือเปล่า ไปตรวจดูกล้องวงจรปิดกันได้ อันนี้จะบอกได้เลยว่าจะสนับสนุนหรือหักล้างคำให้การของเขา”
 
 
อย่างไรก็ตามหากดูวงจรมีจะเห็นรถเฟอร์รารี่ของนายบอส ขับผ่านกล้องไปด้วยความเร็ว จากนั้นก็มีรถแท็กซี่ขับตามหลังรถเฟอร์รารี่ และมีรถยนต์อีกคันขับตามมา ความเร็วต่างกันชัดเจน การที่พยานใหม่โผล่อ้างว่า ขับมาด้วยความเร็วไม่ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คำให้การของพยานใหม่ 2 ราย และภาพกล้องวงจรปิดมันขัดกัน ประชาชาพิจารณากันเอง ทั้งหมดนี้คือในส่วนของการพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งชี้ให้เห็นร่องรอยการชนในลักษณะทิศทางไหน
 
 
นอกจากนี้มีเอกสารอยู่ 2 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นของสำนักเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียน ซึ่งเป็นเอกสารที่นายบอส ให้ทนายความไปยื่นคำร้องต่ออัยการขอความเป็นธรรมทางคดี  และอีกส่วนเป็นของรองอัยการสูงสุดเซ็นต์แล้วมีผลสั่งไม่ฟ้อง ‘บอส อยู่วิทยา’ ทั้งสองรายงานนี้ขัดแย้งกัน และคนเซ็นต์เป็นคนละตำแหน่งไม่สอดคล้องกัน เนื้อหาเป็นอย่างไร ตนคิดว่าประชาชนก็คงพิจารณาเอาเองได้ทำไมอัยการสูงสุดถึงไม่ทราบเรื่องนี้
 
 
 
อ.อ๊อด ชี้ Ferrari อัตราเร่งจาก 0 - 200 กม./ชม. ภายในเวลา 8.3 วินาที
 
 
ด้าน อ.อ๊อด รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความว่า "Ferrari F12 เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราสมรรถนะสูง เครื่องยนต์กลางลำหน้า ขับเคลื่อนสองล้อ ผลิตโดยบริษัทรถยนต์สัญชาติอิตาลี มีเครื่องยนต์ขนาด 12 สูบ 6262 ซีซี แรงม้าได้ถึงใจ 740 แรงม้า รอบของการวิ่งอยู่ที่ 8700 รอบต่อนาที มีระบบเกียร์ 7 speed แบบ Dual-Clutch อัตราเร่งจาก 0 ถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 8.3 วินาที"
 
 
'นิพิฏฐ์' โพสต์ตั้งประเด็นข้อโต้แย้ง อัยการสั่งไม่ฟ้อง บอส วรยุทธ
 
 
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุ "เรื่องอัยการไม่ฟ้องลูกกระทิงแดง นี่ อัยการสรุปว่า เป็นความประมาทของตำรวจ(ผู้ตาย)เพียงฝ่ายเดียว เพราะตำรวจ(ผู้ตาย)ขับรถจักรยานยนต์ ตัดหน้ารถยนต์ลูกกระทิงแดงอย่างกระทันหัน ตอนแรกอัยการสั่งฟ้อง แต่หลังจากพิจารณามานานถึง 8 ปี ก็กลับคำสั่งเดิมเป็น"สั่งไม่ฟ้อง" ด้วยเหตุผล หลักๆ คือ เหตุที่สั่งฟ้องในตอนแรกเพราะ พตต.ธนสิทธิ แตงจั่น ผู้ตรวจสอบความเร็วให้การว่า ลูกกระทิงแดงขับรถด้วยความเร็ว 177 กม./ชม. แต่หลังจากนั้น เมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรม พตต.ธนสิทธิ แตงจั่น ได้ให้การใหม่เมื่อ 2 มี.ค.2557 ว่าได้คำนวณใหม่แล้ว ความเร็วรถลดลงเหลือเพียง 79 กม./ชม. และได้มีพตท.สมยศ แอบเนียน,พตท.สุรพล เดชรัตนวิไชย และ รศ.ดร.ลายประสิทธิ เกิดนิยม (ให้การเมื่อ 23 มค.60 หลังเกิดเหตุถึง 5 ปี) ว่า รถยนต์ของนายวรวุทธ อยู่วิทยา ไม่น่าจะขับ 177กม./ชม. แต่น่าจะขับเพียง 76 กม./ชม. จะเห็นว่า เมื่อมีการร้องขอความเป็นธรรม ความเร็วของรถลดลงประมาณ 100 กม./ชม. เหลือเพียง 76 กม./ชม. และอัยการก็เชื่อตามนั้น
 
 
-ผมมีข้อโต้แย้ง(ทางวิชาการ) ต่อคำสั่งของอัยการ ดังต่อไปนี้
 
 
*ข้อโต้แย้ง ประการที่1. ผมไม่เชื่อความเห็นของพยานที่ให้การกลับคำในภายหลัง และไม่เชื่อคำให้การของพยานที่ให้การหลังเกิดเหตุหลายปี ที่ให้การแตกต่างกันในเรื่องความเร็วรถถึง 100 กม./ชม. ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลาง มาพิสูจน์ว่า ความเร็วรถ ว่าน่าจะ177 กม./ชม หรือ 76 กม./ชม. หากเป็น 177กม/ชม. พยานที่ให้การในตอนหลังว่า 76 กม./ชม. ก็น่าจะมีปัญหาแล้วล่ะครับ ตอนนี้น่าจะครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่ไอ ก็จาม อยู่ล่ะครับ ประการสำคัญคือ ในกทม.เขาจำกัดความเร็วรถยนต์ไม่เกิน 80 กม/ชม. ที่พยานให้การตอนหลังว่า 76 กม./ชม. จะเป็นการให้การเพื่อให้สอดคล้องกับการจำกัดความเร็วไม่เกิน 80กม./ชม.หรือเปล่า
 
 
*ข้อโต้แย้งประเด็นที่ 2. ผมเห็นว่า สภาพรถยนต์หลังเกิดเหตุ ยับเยิน กระโปรงหน้ายุบ กระจกหน้าแตก น้ำมันเครื่องไหลเป็นทาง รถยนต์คันนี้ราคาจำหน่ายในประเทศไทย คันละ 32 ล้านบาท ถ้ารถราคา 32 ล้านชนด้วยความเร็ว 80 กม/ชม. สภาพรถยับเยินขนาดนี้ เสียชื่อผู้ผลิตหมดครับ
 
 
*ข้อโต้แย้งประการที่ 3. จากจุดชนจุดแรก ถึงจุดที่รถจักรยานยนต์ผู้ตายไปตกอยู่ห่างกัน 163.6 เมตร หากความเร็วรถยนต์ 76 กม./ชม. น่าจะหยุดรถได้เร็วกว่านั้น ไม่น่าจะลากยาวไปถึง 163.6 เมตร
 
 
*ข้อโต้แย้งประการที่ 4. ผมไม่ให้น้ำหนักพยานบุคคลอีก 2 คน ที่มาให้การเมื่อ 4 ธค.2562 หลังเกิดเหตุถึง 7 ปี ว่าพยานขับรถตามหลังรถลูกกระทิงแดง และเห็นว่าลูกกระทิงแดงขับไม่เกิน 80 กม/ชม. น่าสงสัยว่า พยาน 2 ปากนี้ รออะไรอยู่ถึง 7 ปี จีงเข้าให้การ และเป็นการให้การก่อนที่อัยการจะสั่งไม่ฟ้องไม่กี่เดือน เป็นพิรุธอย่างยิ่งครับ
 
 
-กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ ต้องทำให้ชัดปราศจากข้อสงสัย ไม่งั้นกระบวนการยุติธรรมของประเทศพังครับ แล้วประเทศจะพังไปด้วยครับ เอาแค่นี้ก่อนนะครับ ค่อยๆอ่าน พักกินกาแฟกันก่อน)"
 
 
 
'ธนกร' ซัด 'ธนาธร' อย่าบิดเบือนคดีบอส ยันไม่เกี่ยวรัฐบาล
 
 
ด้าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า บอกว่า ความยุติธรรมเป็นเสาหลักสุดท้ายของสังคม ประชาชนหมดศรัทธากับความยุติธรรมเมื่อไหร่ สังคมจะล่มสลาย ความยุติธรรมคือที่พักพิงสุดท้ายของประชาชน การเอากระบรวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ หรือองค์กรอิสระ เอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่มีใครอยากให้สังคมไปถึงจุดนั้น
 
 
ต่อมา นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า กรณีคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา กฏหมายไทย 2 มาตรฐาน ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมทั้งตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่าจะกล้านำคนผิดมาลงโทษได้หรือไม่ว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล นายธนาธรเป็นคนรุ่นใหม่ แต่กลับใช้วิธีการเมืองแบบเก่า พยายามพาดพิงรัฐบาลและโยงเข้าเรื่องการเมือง ทั้งที่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ที่สำคัญ ไม่เกี่ยวกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม 
 
 
ทั้งนี้ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ทราบเรื่องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ยืนยันว่า คนไทยทุกคนเสมอภาคอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน ไม่ว่าใครเมื่อทำผิดกฏหมายก็ต้องรับโทษ ไม่มีใครอยู่เหนือกฏหมายได้
 
 
แถลงการณ์คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญานายวรยุทธ อยู่วิทยา
 
 
ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการยุติการดำเนินคดีอาญากับนายวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งถูกตั้งข้อหาเป็นคดีอาญา 5 ข้อหา รวมถึงข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยที่ทั้ง 5 ข้อหานี้ หากมีการดำเนินคดีอาญาและต่อสู้คดีกันตามปกติ แม้พิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริง ก็มีโอกาสที่ศาลจะพิพากษารอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ อย่างไรก็ตามปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีความพยายามในการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดียิ่งให้รอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีมาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนที่ให้การช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษทางวินัย ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเองได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศและไม่ได้กลับมาต่อสู้คดีตามปกติเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานหลายปี ข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเหตุให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใสและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และคอยติดตามความคืบหน้าของการดำเนินคดีด้วยความวิตกกังวลอย่างยิ่ง
 
 
แม้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการดำเนินคดีและผลของคดีอาญาในคดีจะมีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทศในภาพรวม การดำเนินคดีอาญาในคดีนี้กลับเป็นไปด้วยความล่าช้าจนทำให้คดีขาดอายุความไป 3 ข้อหา ในขณะที่ข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาที่อุกฉกรรจ์ที่สุดในบรรดาข้อหาทั้งหมดและเจ้าพนักงานยังมีโอกาสพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาไปจนถึงปี 2570 สำนักงานอัยการสูงสุดกลับมีคำสั่งไม่ฟ้อง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว ทั้งที่ได้เคยมีการออกหมายจับไปแล้วก่อนหน้าและมีการแจ้งให้สาธารณชนทราบเมื่อไม่นานมานี้ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินคดี โดยไม่ได้ชี้แจงเหตุผลให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงคำสั่งและดุลยพินิจ ซ้ำร้ายสังคมกลับทราบข่าวการสั่งไม่ฟ้องจากสื่อต่างประเทศ นอกจากนี้รายงานการตรวจพบสารเสพติดในตัวผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยการใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาขับรถขณะเมาสุราที่ได้ยุติไปก่อนหน้าและการไม่ดำเนินคดีอาญาใดๆ ที่เกี่ยวข้องการตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย
 
 
แม้ว่าตามกฎหมาย พนักงานอัยการจะมีดุลยพินิจในการสั่งคดีไม่ว่าจะเป็นการสั่งฟ้องหรือการสั่งไม่ฟ้องบนพื้นฐานของ “พยานหลักฐาน” ว่าพอเพียงที่จะดำเนินคดีหรือไม่และรับฟังได้เพียงใด หรือบนพื้นฐานของ “ประโยชน์สาธารณะ” แต่การใช้ดุลยพินิจดังกล่าวจะต้องมี “เหตุผล” ที่หนักแน่น โดยเฉพาะคดีที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างเช่นคดีนี้ ยิ่งต้องแสดงเหตุผลที่หนักแน่นมากเป็นพิเศษเพื่อแสดงให้เห็นถึงการดำเนินคดีอาญาที่โปร่งใส เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยคลายความวิตกกังวลของสาธารณชน อย่างไรก็ตามตั้งแต่เริ่มมีการดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาเมื่อปี 2555 จวบจนปัจจุบัน ความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่คำชี้แจงหรือคำอธิบายต่อการดำเนินการและผลทางคดีกลับไม่ชัดเจน ไม่มีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ และบางครั้งมีความขัดแย้งกันเอง สร้างความไม่พอใจและเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาชาติ
 
 
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมที่เหลื่อมล้ำและเลือกปฏิบัติเพราะเหตุของความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคม จนเกิดวาทกรรม “คุกมีไว้ขังคนจน” ในขณะที่บุคลากรส่วนใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมและผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายพยายามอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและพยายามกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงการดำเนินคดีอาญาต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทำให้ความพยายามดังกล่าวไร้ความหมายในสายตาของประชาชาชน และการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่มีต่อองค์กรและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมบั่นทอนกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม
 
 
เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักความเสมอภาคภายใต้กฎหมายและหลักนิติรัฐ เพื่อกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย และเพื่อรักษากำลังใจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมและด้วยความภาคภูมิใจ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามข้างท้าย ขอเรียกร้องให้สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการดังต่อไปนี้โดยเร็ว 1. ชี้แจงขั้นตอนการดำเนินการคดีอาญากับนายวรยุทธ อยู่วิทยา โดยละเอียดและอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจนถึงผลของคดีที่ขาดอายุความและการใช้ดุลยพินิจไม่ฟ้องคดีอาญา และ 2. ตรวจสอบว่าการดำเนินการและการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย สุจริตและโปร่งใสหรือไม่ และหากพบว่ามีการดำเนินการหรือการใช้ดุลยพินิจในขั้นตอนใดไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่สุจริต หรือไม่โปร่งใส ให้พิจารณาดำเนินการและใช้ดุลยพินิจใหม่ให้ถูกต้อง
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/EfobNWZ0kVc
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ