30 ก.ค. 2563
2,630 ครั้ง

'อยู่วิทยา' ร่อนหนังสือลอยแพ 'บอส วรยุทธ' - ตร.ตั้งกรรมการสอบ 3 ปม ตร.เห็นพ้องอัยการไม่สั่งฟ้อง

ความเคลื่อนไหวของ ครอบครัวอยู่วิทยา  เมื่อวานนี้ก็มีการส่วจดหมายเปิดผนึก ชี้แจงเรื่องที่กิดขึ้น ข้ความในจดหมาย ระบุว่า
 
พี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาต้องขอโทษสังคมเป็นอย่างสูง ที่ข่าวของบุคคลใน ครอบครัวได้สร้างความรู้สึกโกรธ เกลียด ไม่พอใจ จนเป็นเหตุของกระแสการเรียกร้องของสังคมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
 
 
พวกเราไม่อาจจะปฏิเสธความสัมพันธ์ของการเป็น “อยู่วิทยา” คนหนึ่งของคุณวรยุทธได้ อย่างไรก็ตาม พี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาก็ขอเรียนให้ทุกท่านทราบด้วยความจริงใจว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่วันเกิดเหตุครอบครัวคุณวรยุทธ ไม่ได้หารือหรือบอกเล่าการตัดสินใจหรือการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งกับพี่น้องเลย
 
 
และพวกเราก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการ ตัดสินใจหลายเรื่องของคุณวรยุทธที่เราติดตามจากข่าว แต่พี่น้องก็ไม่เคยออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้ ด้วยเพราะให้เกียรติครอบครัวของคุณวรยุทธ และคาดหวังว่าครอบครัวของคุณวรยุทธจะทำทุกอย่างให้เป็นที่ยอมรับของสังคมในที่สุด แต่ในวันนี้กระแสทางลบที่มากระทบกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวมีมากจนเกินกว่าจะแบกรับเหมือนทุกครั้งได้ทำให้เราจำเป็นต้องออกจดหมายฉบับนี้
 
 
พี่น้องทุกคนล้วนเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และยืนยันว่าพวกเราทุกคนให้ความเคารพในกฎหมาย และยึดมั่น ในกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องสามารถสร้างความยุติธรรมให้กับทุกคนด้วยความเท่าเทียมกัน พี่น้องทุกคนขอเรียกร้อง ให้คุณวรยุทธออกมาแสดงความกระจ่างและความบริสุทธิ์ใจ ให้ครอบครัวอยู่วิทยาที่เหลือ รวมทั้งสังคมและสื่อมวลชน ให้เร็วที่สุด และดำเนินการให้ถูกต้องตามครรลองของสังคม
 
 
พี่น้องทุกคนขอแสดงจุดยืนของครอบครัวอยู่วิทยา จุดยืนที่พวกเรายึดถือและปฏิบัติมาตลอด คือการเดินตามปณิธาน และคำสอนของ คุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้เป็นพ่อและเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิต ที่สอนให้พวกเรายึดมั่นในการกตัญญูต่อ แผ่นดิน โดยพี่น้องครอบครัวอยู่วิทยาทุกคนจะยังคงมุ่งมั่นสร้างสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน ชุมชน และสังคมไทย ตามวิถีและปณิธานที่คุณเฉลียวได้วางไว้ต่อไป
 
 
ด้านพลตำรวจเอกศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการ พร้อมพลตำรวจโทจารุวัฒน์ ไวชยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและพลตำรวจโทสมชาย พัชอินโต ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี ร่วมชี้แจงต่อสื่อมงลชน ภายหลังการประชุม คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีมติไม่เห็นแย้งอัยการสูงสุด กรณีอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีของนายวรยุทธ อยู่วิทยา 
 
 
พลตำรวจเอกศตวรรษ ระบุว่า สิ่งที่คณะกรรมการชุดนี้จะตรวจสอบคือสืบหาข้อเท็จจริงใน 3 แนวทาง คือ
 
 
1.การสอบสวนและความเห็นชั้นพนักงานสอบสวน
 
2.การสอบสวนเพิ่มเติมตามความเห็นของอัยการ 
 
3.การตรวจสอบการใช้ดุลพินิจไม่แย้งสำนวนพลตำรวจโทเพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจะไม่เกี่ยวข้องกับผลการตรวจสอบของอัยการสูงสุด และหากพบว่ามีการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ก็จะพิจารณาความผิดทางวินัยและอาญาต่อไป 
 
 
อย่างไรก็ตามผลการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนี้ จะไม่มีผลต่อคดีความ เพราะคดีถือว่าสิ้นสุดแล้วตามกฎหมาย คณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะรื้อฟื้น หรือสืบสวนเพิ่มเติม จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเห็นได้อีก เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานใหม่ตามกฎหมาย หรือ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ฟ้องเองในส่วนของพยานใหม่ 2 ปากนั้น 
 
 
พลตำรวจโทจารุวัฒน์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนไม่เกี่ยวข้องกับพยานใหม่ เนื่องจากพยานทั้ง 2 ปากไม่ได้อยู่ในสำนวนของตำรวจตั้งแต่ต้น และเมื่อส่งสำนวนให้อัยการแล้ว พนักงายสอบสวนไม่มีอำนาจสอบเพิ่มเติมเอง แต่จะต้องสอบตามที่อัยการเป็นคนสั่งให้สอบปากคำพยานให้ทั้ง 2 ปาก ตามที่ผู้ต้องหายื่นร้องขอความเป็นธรรมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยตำรวจไม่สามารถก้าวล่วงกับการให้น้ำหนักกับพยาน 2 ปากนี้ได้ และ ยืนยันว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อฟอกขาวให้กับพลตำรวจโทเพิ่มพูน แต่เป็นการทำข้อเท็จจริงให้ปรากฎต่อสาธารณชน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยจะให้การแถลงข่าวชี้แจงขั้นตอนการตรวจสอบต่างๆ ให้สังคมได้รับทราบเป็นระยะๆ 
 
 
ทั้งนี้ยอมรับว่าที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความเห็นไม่แย้งกับพนักงานอัยการ ร้อยละ 97 ของคดีทั้งหมด และ มีเพียงร้อยละ 3 ที่เห็นแย้ง และโดยทั่วไปผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบคดีตามเขตอำนาจของพนักงานอัยการ ซึ่งจะพิจารณาความถูกต้องในข้อกฎหมาย และดูข้อเท็จจริง ก่อนจะมีความเห็นแย้งหรือไม่แย้ง แต่ไม่มีอำนาจตรวจสอบความเห็นของอัยการ หรือขอให้อัยการอธิบายเหตุผลของการสั่งคดีได้ เพราะเป็นการถ่วงดุลอำนาจในกระบวนการยุติธรรม
 
 
นอกจากนี้พลตำรวจโท สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยถึงการเดินทางเข้าออกไทยของ นาย วรยุทธ ตั้งแต่เกิดเรื่องปี 2555 มีการเดินทางเข้าออกไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งสุดท้ายที่มีการบันทึกการเดินทางออกนอกประเทศ คือ วันที่ 25 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นการเดินทางก่อนถึงวันที่มีหมายเรียกครั้งที่ 8 จากอัยการสูงสุดเพียง 2 วัน (หมายเรียกพบอัยการวันที่ 27 เมษายน 2560)เพื่อให้มารับทราบข้อหาคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ก็ไม่ได้เดินทางมา จากนั้นศาลก็อนุมัติหมายจับวันที่ 28 เมษายน และสน.ทองหล่อส่งหมายมาที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เพื่อให้ติดตามเฝ้าระวัง และตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่พบการเดินทางของ นาย วรยุทธ เข้าไทยมาอีก
 
 
กระทั่งวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับหนังสือจาก สน.ทองหล่อว่า อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องนาย วรยุทธ ทุกข้อหา และเพิกถอนหมายจับแล้ว ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงลบชื่อออก ทำให้ปัจจุบัน นาย วรยุทธ ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับแล้ว สามารถเดินทางเข้ามาได้ตามปกติ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการเดินทางเข้าไทยไม่ว่าจะทางบก น้ำ หรืออากาศ
 
 
อย่างไรก็ตามที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซ.เจริญกรุง63 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่ออธิบดีศาลอาญากรุงเทพใต้ เรื่องขอให้มีการเปิดไต่สวน ก่อนที่จะอนุมัติการถอนหมายจับกรณีของ นายวรยุทธ ที่เป็นคดีขับรถเฟอร์รารีชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา โดยนายบอสมีพฤติกรรมหนีคดี ไปจนคดีหมดอายุความจนเหลือเพียงคดีเดียว คือ "ขับรถโดยประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย" แต่ปรากฏว่าคดีนี้กลับกลายเป็นว่า ด.ต.วิเชียร เป็นฝ่ายขับจยย.เข้าไปตัดหน้ารถของ นายบอส ทำให้ถูกชนเสียชีวิตจึงเป็นเหตุสุดวิสัย
 
 
".....กรณีนี้ขัดแย้งกับความรู้สึกของสังคม เพราะข้อมูลเดิมซึ่งมีความแตกต่างกันมาก โดยประการแรก มีข้อมูลว่า นายวรยุทธขับรถเร็วเกิน 170 ก.ม.ต่อชั่วโมง แต่สำนวนใหม่ระบุว่าวิ่งไม่เกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง และก่อนหน้านั้นคดีนี้มีนายวรยุทธเป็นผู้ต้องหาเพียงรายเดียว แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น นายดาบตำรวจ ตกเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับความรู้สึกสังคม เพราะด.ต.วิเชียรได้เสียชีวิตไปแล้ว เป็นการตั้งข้อหาโดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้มาแก้ต่าง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัย อีกทั้งยังมีการเพิ่มพยานที่เห็นเหตุการณ์เข้ามา อีก 2 คน และพยานคนนึงก็สนิทกับครอบครัวของผู้ต้องหา มาให้ปากคำหลังจากผ่านเหตุการณ์ไปแล้ว 7-8 ปี ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัย...." น.ส.รสนา กล่าว
 
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/_tXYit_kQ4A
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ