01 ส.ค. 2563
38,089 ครั้ง

เปิดไทม์ไลน์ 'จารุชาติ' พยานปากเอกคดี 'บอส อยู่วิทยา' ก่อนเสียชีวิต พบลำแสงปริศนาพุ่งใส่ ด้านครอบครัวยันไม่รู้จักตระกูล 'อยู่วิทยา'

กรณีนายจารุชาติ มาดทอง อายุ 40 ปี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นพยานคนสำคัญในคดี "บอส กระทิงแดง" เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ของคู่กรณีเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่บริเวณแยกฟ้าธานี ถนนห้วยแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสังคมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเหตุที่เกิดขึ้นว่าเป็นอุบัติเหตุจริงหรือไม่นั้น 
 
วานนี้ (31 ก.ค.) ที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนเชิญตัวนายสมชาย ตาวิโน อายุ 50 ปี ชาวเชียงใหม่ คู่กรณีมาเข้าพบ เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม และนำตัวไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล โดยเบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับนายสมชายแต่อย่างใด
 
ขณะที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ได้ นำรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ ของนายจารุชาติ และ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ดรีม ของนายสมชาย ตาวิโน อายุ 50 ปี คู่กรณี โดยได้ทำการจำลองเหตุการณ์ และตรวจหาร่องรอยการเฉี่ยวชนเพื่อประกอบสำนวนคดีนี้ว่ารถคันใดชนเป็นฝ่ายชนและชนกันอย่างไร ซึ่งเป็นการใช้นิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจพิสูจน์
 
ทั้งนี้ผู้บังคับการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 เปิดเผยว่า เบื้องต้น ยังไม่สามารถให้รายละเอียดใดๆ ได้ บอกได้แต่เพียงว่าเป็นการมาตรวจสอบร่องรอยการเฉี่ยวชน โดยเก็บหลักฐานเพิ่มเติมและมีการจำลองเหตุการณ์ด้วย ซึ่งจะมีการนำชิ้นส่วนบางชิ้นไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการด้วย โดยจะเร่งทำงานอย่างเต็มที่และน่าจะทราบผลโดยเร็วที่สุด
 
ทางด้าน นายสมชาย คู่กรณี ที่ทางพนักงานสอบสวนเชิญตัวเข้าพบ เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม และนำตัวไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลอีกครั้งนั้น ยังคงยืนยันว่า เป็นฝ่ายถูกชน รวมทั้งไม่รู้จักและไม่ทราบว่านายจารุชาติเป็นใคร ขณะที่หลังกลับจากตรวจร่างกาย นายสมชายบอกว่ายังมีอาการจุก แล้วเจ็บแผล ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยออกให้แล้ว
 
ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน และมีการตั้งข้อสังเกตไล่เรียงก่อนที่ นายจารุชาติ เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตที่จุดเกิดเหตุ ใน วันที่ 30 ก.ค. 2563  เวลาประมาณ 01: 30 -  01:40 น. 
 
พบ รถจักรยานยนต์ 2 คัน ได้ขี่ตีคู่กันมา 5-6 กิโลเมตร และเมื่อเวลาประมาณ  01:38 น. ภาพวงจรปิดจับภาพ รถจยย. ทั้ง 2 คัน. ขับตามกันมาตามถนนเรียบคลองชลประทาน  ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งรถจยย.  ทั้ง 2 คัน. จอดติดสัญญาณไฟแดง คู่กัน. ที่แยกตลาดต้นพยอม พอพ้นจากไฟแดง ก็ได้ขี่ตามกันไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน แล้วเลี้ยวขวาเหมือนกันที่แยกประตูเกษตร 
 
ต่อมา รถจยย. ทั้ง 2 คัน ก็ได้ ขี่รถตามกัน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนนิมมานเหมินทร์ โดยทั้งคู่ได้ขขี่รถตามกันอยู่บนนถนนนิมมานเหมินทร์ และติดสัญญาณไฟแดงคู่กันที่แยกรินคำ  
 
จากนั้นเวลาประมาณ 01:44 น.รถจยย.ทั้ง 2 คัน เลี้ยวขวาไปตามถนนห้วยแก้ว และเมื่อวิ่งไปประมาณ 500 เมตร เมื่อวิ่งไปประมาณ 500 เมตร  ทำให้ รถจักรยานยนต์ของนายสมชาย ที่อยู่ด้านหน้า ไถลไปชนกับเกาะถนน ส่วนรถจักรยานยนต์ของ นายจารุชาติ ล้มลงตรงจุดนั้น และเสียชีวิต 
 
จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า รถจยย.ทั้ง 2 คัน ขี่ตีคู่กัน 5-6 กิโลเมตร จนถึงจุดที่เกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งยังพบว่าในวันเกิดเหตุพบรถสัญจรผ่านจุดดังกล่าวหลายคัด แต่พบว่ามีรถยนต์สีดำ 1 คัน ที่เลี้ยวกลับรถตรงจุดกลับรถ และเห็นเหตุการณ์ ได้เบรกชะลอรถ ก่อนจะขับผ่านไปทันที จึงเกิดคำถามว่าใครคือผู้ขับรถคัดกล่าว
 
นอกจากนี้ยังพบรถ จยย.คันอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยฝั่งตรงข้าม ก่อนที่รถ จยย. นายจารุชาติ และนายสมชาย เกี่ยวกันล้ม พบว่ามีลำแสงปริศนาออกมาจากรถ จยย. วิ่งเข้าใส่ นายจารุชาติ ก่อนที่รถจะเฉี่ยวชนล้ม จึงเกิดคำถามที่ว่าแสงดังกล่าวคืออะไร
 
อีกทั้งหลังเกิดเหตุพบจยย.ขี่สวนทาง เหมือนกับมาดูจุดที่ นายจารุชาติ ล้มลงจึงเกิดคำถามที่ว่าบุคคลดังกล่าวคือใคร เนื่องจากดูเพียงจุดที่ นายจารุชาติ  เสียชีวิต 
 
นอกจากนี้ยังพบว่า นายจารุชาติ มีชื่อเพิ่งจะขึ้นทะเบียนประกันสังคม  เมื่อวันที่ 1 ก.ค.63  เป็นลูกจ้างของสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านของนักการเมืองชื่อดังในจังหวัด ที่ให้ทนายความคนรู้จักอีกคนใช้พื้นที่เปิดสำนักงานทนายความ   และยังพบว่า นักการเมืองคนนี้ เคยเป็น สมาชิกวุฒิสภา ชุดเดียวกับ นายสมัคร เชาวภานันท์ ทีมทนายความของนายเฉลิม อยู่วิทยา พ่อของบอส อยู่วิทยา และเป็นทนายที่พาบอส เข้าพบตำรวจ
 
ขณะที่ ทางครอบครัวของ นายจารุชาติ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ได้พาไปที่จุดเกิดเหตุ ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณกลับบ้านตามความเชื่อ  ตามประเพณีชาวเหนือ จากนั้นแม่ก็ได้ตักดินตรงใกล้จุดเกิดเหตุและเรียกดวงวิญญาณนายจารุชาติกลับบ้าน  
 
ด้านแม่ของนายจารุชาติ เผยว่าที่ผ่านมาลูกชายได้แรกๆ ได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯ จากนั้นไปทำงานที่ต่างประเทศ ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่ากลับส่วนใด เนื่องจากขาดการติดต่อ แต่ได้ส่งเงินมาให้ทางครอบครัวตลอด พร้อมยืนยันว่าไม่ทราบว่า นายจารุชาติ เป็นพยานปากสำคัญในคดีบอส
 
นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อสงสัยที่ว่าสภาพรถของ นายจารุชาติ ทำไมดูเสียหายไม่เยอะ แต่กลับเสียชีวิต ส่วนรถของนายสมชาย คู่กรณี รถเสียหายเยอะ แต่เพียงบาดเจ็บเท่านั้น
 
ส่วนเรื่อง ตระกูลอยู่วิทยา ยืนยันว่าไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมีผู้ใดโทรหายอมรับว่างงกับสิ่งที่เกิดขึ้น 
 
ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลา 01.40 นาที และมีพยาบาลโทรหาแม่แจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุและอาการนายจารุชาติสาหัส ตอนเวลา 02.00 น. ส่วนตัวแม่เชื่อว่าไม่น่าจะมีพิรุธอะไรในการตายของลูก แต่สิ่งที่แม่กังวลคือเสาหลักของบ้านตายไปแล้ว และแม่ต้องเลี้ยงลูกของเขา เงินจะจัดงานศพนี้ แม่ก็ไปยืมเขามา 
 
ขณะที่ทางพ่อของนายจารุชาติ เผยว่ามีบุคคลปริศนาโทรมาหาช่วงกลางดึก ถามว่า "จะไปรับศพนายจารุชาติวันไหน" เช้าต่อมาตนได้ไปรับศพและได้โทรหาบุคคลปริศนาที่โทรมาหา แต่ปลายสายบอกว่าให้มาที่โรงพยาบาล เมื่อตนมาถึงโรงพยาบาลกลับไม่พบบุคคลที่โทรหา พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่ตำรวจ หรือพยาบาลอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้ก็ไม่สามารถติดต่อเบอร์ดังกล่าวได้แล้ว
 
 
น้าของนายจารุชาติ ว่า ช่วงที่ญาติไปรับศพ ก็มีบุคคลปริศนา นำสิ่งของเครื่องใช้ นายจารุชาติ ใส่กระสอบและถุงดำ ภายในมีเสื้อผ้า รองเท้า ของใช้ หม้อหุงข้าว และพัดลม และ ยังพบว่า โทรศพท์มือถือ หน้าจอแตก แต่ไม่มีซิมการด์ เตรียมให้ที่รพ. โดยยืนยันว่าที่เชียงใหม่ไม่มีญาติ หรือมีเพื่อนของนายจารุชาติ ก็ไม่รู้ว่าคนที่นำของมาเตรียมไว้ให้ญาติ รู้ได้อย่างไรว่านายจารุชาติเสียชีวิต  
 
นอกจากนี้ยังสงสัยว่านายจารุชาติเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือมีเบื้องหลังอะไรหรือไม่ เพราะ สภาพรถของคู่กรณี พังยับเยิน แต่ของนายจารุชาติไม่ได้เสียหายมาก รวมทั้งกรณีการมีเสียงไฟสะท้อนและมีรถจยย.ขับมาดูศพตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ทางครอบครัวก็อยากขอความเป็นธรรม  รวมทั้งการไปเป็นพยานคดีนายบอส นายจารุชาติไปเป็นพยานจริงๆ หรือมีแค่ชื่อ  
 
 
 
รับชมผ่านยูทูบ : https://youtu.be/UrUHWkPEJTc
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ