01 ส.ค. 2563
897 ครั้ง

เรียกร้องคุ้มครอง 'พล.อ.ท.จักรกฤช' พยานปากเอกคดี 'บอส อยู่วิทยา'หวั่นซ้ำรอย 'จารุชาติ'

กรณีนายจารุชาติ มาดทอง อายุ 40 ปี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นพยานคนสำคัญในคดี "บอส กระทิงแดง" เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ของคู่กรณีเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา 
 
ซึ่งในคดีดังกล่าวมีพยานปากเอก 2 คน คือ นายจารุชาติ (เสียชีวิต) และ พลอากาศโทจักรกฤช ถนอมกุลบุตร โดยให้การปี 2562 อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ ซึ่งขณะนั้นขับรถยนต์ตามหลัง จยย. ด.ต.วิเชียร ด้วยความเร็วไม่เกิน 20 กม./ชม. อีกทั้งให้การ บอส อยู่วิทยา ขับรถยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 50-60 กม./ชม.  
 
ซึ่งวันที่ 5 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ทาง กมธ.กฏหมายฯ ของสภา จะเชิญทั้งคู่เข้ามาให้ข้อมูล จึงทำให้มีเสียงเรียกร้องให้มีการคุ้มครองพยาน 
 
ขณะที่นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงคดีบอส อยู่วิทยา ว่า ขณะนี้มีการตรวจสอบจากหลายฝ่ายที่มุ่งให้ความจริงกระจ่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือการให้ความคุ้มครองพยานเพื่อให้มีความปลอดภัยไม่มีการคุกคามรวมถึงผู้ใกล้ชิดของพยานในคดี 
 
ซึ่ง พล.อ.ท.จักรกฤช ได้เข้าให้ปากคำหลังเกิดเหตุไปแล้ว 3 ปี ซึ่งเป็นการให้ปากคำครั้งแรก โดยให้เหตุผลว่า บอสมีอายุไล่เลี่ยกับลูกชาย รักและสงสารเหมือนลูกหลาน จึงอยากให้ความเป็นธรรม 
 
ทั้งนี้จึงเกิดคำถามที่ ว่า พล.อ.ท. จักรกฤช ไปทำอะไรในวันที่ บอส อยู่วิทยา ขับรถชน พล.ต.ท.จารุวัฒน์  ระบุว่า ในสำนวนของพนักงานสอบสวน พล.อ.ท. จักรกฤช ให้การว่า กลับจากงานวันคล้ายวันเกิด พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ"เสธ.ไอซ์" อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จากนั้นได้ขับรถมากับ พล.อ.ต.สุรเชษฐ์ ทองสลวย  เพื่อไปกินข้าวต้มต่อ โดยขับหลังรถของนายบอส ด้วยความเร็วประมาณ 60-70 กม./ชม.จึงเชื่อว่า รถของนาวรยุทธ ก็ขับมาด้วยความเร็วเท่าๆ กัน
 
และข้อมูลที่ พล.อ.ท. จักรกฤช ให้การไปสอดคล้องกับคำให้การของนายจารุชาติ มาดทอง พยานอีกคน ซึ่งขับอยู่ด้านนายบอส แต่อยู่หลังดาบวิเชียร จึงสอดคล้องทั้ง 2 พยาน 
 
ขณะที่ นายธานี อ่อนละเอียด อดีต สนช. ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการกฎหมายยุค สนช.แถลงย้ำถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีของนายบอส เมื่อปี 2555 โดยยืนยันว่า ประเด็นที่ยังมีการนำเสนอจากสื่อมวลชนอ้างว่ามีพยานใหม่เกิดขึ้นหลังกรรมาธิการของ สนช.พิจารณาเรื่องนี้นั้น ขอยืนยันว่า ประจักษ์พยานที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์การทั้งหมดนั้นเป็นประจักษ์พยานที่ได้ให้การไว้แต่เดิม ไม่ใช่การสอบประจักษ์พยานใหม่  และหลังจากที่กรรมาธิการได้รวบรวมผลการสอบศึกษาข้อเท็จจริงส่งให้อัยการได้รวบรวมผลการสอบศึกษาข้อเท็จจริง ส่งให้กับอัยการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เมื่อ 16 ธ.ค. 2559 แล้วนั้น
 
 ยืนยันว่ากรรมาธิการมิได้ดำเนินการใดๆกับกรณีนี้อีก และนายวรยุทธก็ไม่ได้ติดต่อมายังกรรมาธิการอีกแต่อย่างใด 
 
ส่วนหากนายวรยุทธไปร้องขอให้ดำเนินการสอบพยานเพิ่มเติมใดๆหลังจากที่กรรมาธิการส่งผลการตรวจสอบไปแล้วนั้น ยืนยันว่า กรรมาธิการมิได้รู้เห็นหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก
 
นายธานี ยังกล่าวว่า การที่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมของนายวรยุทธ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 61 นั้น ย่อมแสดงให้เห็นชัดว่า ผลการพิจารณาของกรรมาธิการ มิได้มีอิทธิพลที่จะส่งผลให้อัยการสูงสุดเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ เพราะโดยบทบาทอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัตินั้น มิได้มีอำนาจไปบงการหรือสั่งการองค์กรต่างๆได้ มีอำนาจเพียงแค่ศึกษาสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น 
 
 อย่างไรก็ตามหลังเกิดปัญหาความไม่ชัดเจนเรื่องนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาแล้ว 3 คณะทั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด และกรรมการที่ตั้งโดยนายกรัฐมนตรี จึงขอให้สื่อมวลชนรอผลการพิจารณาของทั้ง 3 คณะต่อไป
 
 
 
รับชมผ่านยูทูบ : https://youtu.be/2G7xSU_o1H4
 
 
 
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ