11 ก.ย. 2563
8,852 ครั้ง

แห่ #saveคุณลุงวันเลิด ต้นตำรับชาบูนางใน เตรียมขอโทษลูกค้าแทน ด้านสาขาดราม่าปิดร้านเงียบ

จากกรณีเกิดกระแสดราม่าร้านบุฟเฟ่ชาบูนางใน สาขาพระรามเก้า 43 หลังเจ้าของร้านแจ้งกับลูกค้ารายหนึ่งว่าจะมีการคิดเงินเพิ่มจากราคาปกติ 349 บาท เป็น 549 บาท โดยให้เหตุผลว่าลูกค้ารายนี้กินแต่เนื้อกับกุ้งจำนวนมาก ไม่กินอย่างอื่นเลยทำให้ร้านขาดทุน

 

ซึ่งต่อมา ลูกค้าได้โพสต์ตำหนิร้าน และทางร้านได้ตอบกลับด้วยการต่อว่าลูกค้าพร้อมจะดำเนินการทางกฎหมายที่ทำให้ร้านเสียหาย จนถูกชาวเน็ตวิจารณ์อย่างหนัก แม้ทางร้านได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจง แต่ก็ไม่ทำให้ดราม่าคลี่คลาย

 

ขณะที่ ร้านชาบูนางใน สาขาอื่นๆ ได้พร้อมใจกันออกมาโพสต์ชี้แจง ว่าทางร้านไม่มีนโยบายคิดเงินเพิ่มเหมือนสาขาดังกล่าวแม้ว่าลูกค้าจะกินเยอะเท่าไหร่ก็ตาม

 

ล่าสุด ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังร้านชาบูนางใน สาขาพระรามเก้า 43 ปรากฏว่าประตูรั้วด้านนอกมีการคล้องกุญแจล็อคไว้ ส่วนตัวร้านก็มีการปิดประตูเงียบ ไม่เห็นเจ้าของร้าน พนักงาน หรือใครอยู่ในร้าน โดยเชื่อว่าวันนี้ทางร้านน่าจะปิดทำการนอกจากนี้ยังมีการปิดเพจของร้านไปแล้ว

 

ด้าน นายณัฏฐ์เมธี ธนกิตต์วุฒิกุล ลูกค้าที่ถูกเจ้าของร้านดังกล่าวแจ้งว่าจะคิดเงินเพิ่ม เปิดใจว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมาตนไปกินบุฟเฟต์ที่ร้านชาบูนางใน สาขาพระรามเก้า 43 เมื่อไปถึงก็สั่ง เนื้อ 6 ถาด กุ้ง 2 ถาด วุ้นเส้น เห็ดเข็มทอง และไข่ไก่จากนั้นก็นั่งกินไปตามปกติ กระทั่งเจ้าของร้านเดินเข้ามาใกล้ๆโต๊ะ ตนจึงสั่งเห็ดเข็มทองเพิ่ม

 

แต่เจ้าของร้านกลับบอกว่า “ลูกค้าจะต้องสั่งผัก สั่งอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่สั่งแต่เนื้อกับกุ้งอย่างเดียว” ด้วยความสงสัยตนเลยถามกลับไปว่า “มันหมายความว่ายังไงครับ” จากนั้นเจ้าของร้านก็ขึ้นเสียงดังใส่ บอกว่า ถ้าจะสั่งเนื้อกับกุ้งอย่างเดียวแบบนี้ร้านขาดทุน สิ่งที่เรากินไป ทางร้านไม่ได้กำไรจากเราเลย แล้วค่าจ้างพนักงานก็ไม่ได้ ถ้าหากมาครั้งหน้า จะขอเก็บเงินเพิ่ม แต่ไม่ได้บอกว่าเท่าไหร่ ตนรู้สึกตกใจและงงมาก แต่ไม่ได้ตอบโต้อะไร แล้วเจ้าของร้านก็หันหลังเดินออกไปเลย

 

หลังจากกินเสร็จออกจากร้านมา ตนก็ไปกดอันไลค์เพจ แต่ทางเพจร้านก็ส่งกลับมาให้ไลค์เพจอีกรอบ ตนจึงไปรีวิวเพิ่มในเพจร้านว่าไม่แนะนำร้านนี้ เพราะทำให้เสียความรู้สึก จากนั้นเจ้าของร้านมาตอบในคอมเม้นท์ว่า ลูกค้าควรจะกินหลากหลาย ไม่ไช่สั่งแต่เนื้อและกุ้งอย่างเดียว พร้อมขู่ว่า จะดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งตนเป็นลูกค้าประจำของร้านมานานกว่า 3 ปี ไปใช้บริการเดือนละประมาณ 2-3 ครั้ง ปกติก็กินแบบนี้เป็นประจำ แต่เพิ่งจะมีปัญหาครั้งนี้

 

ทุกครั้งที่ไปกิน พนักงานร้านจะรู้เลยว่า ตนกินอะไรบ้าง แล้วไม่เคยกินเหลือเลย พนักงานก็บริการดีมาตลอด แต่งงว่าเหตุใดเจ้าของร้านถึงมาทำแบบนี้กับตน คาดว่าเขาอาจจะไปหงุดหงิดอะไรมา โดยตนได้ แจ้ง สคบ. เรียบร้อยแล้ว ทาง สคบ. ก็รับเรื่องไว้และ ให้ส่งหลักฐานเพิ่มเติมไป นอกจากนี้ ตนก็ปรึกษาทนายความส่วนตัวแล้วด้วย เบื้องต้น ตนได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้แล้วที่ สน.หัวหมาก

 

หลังจากที่เป็นข่าว ทางร้านก็ไม่ได้ติดต่อมาเลย และหลังจากนี้ ตนก็คงจะไม่มาใช้บริการร้านนี้อีกแล้ว เพราะตนมองว่า การทำธุรกิจอาหารบุฟเฟ่ต์ คือการหากำไรจากค่าเฉลี่ย ถ้าหากตนกินเยอะ แล้วจะมาคิดเงินเพิ่ม นั่นก็หมายความว่า ร้านต้องคืนเงินให้ลูกค้าที่กินน้อยด้วย และแน่นอนว่า มันน่าจะไม่มีกรณีนี้เกิดขึ้น

 

ตนมองว่า ทางร้านมีทัศนคติต่อธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง เรามีสิทธิ์ตามที่เราจ่ายเงิน ไม่ได้ผิดจากเงื่อนไข แต่ในมุมของผู้ประกอบการ จริง ๆเรื่องกำไร ขาดทุน ไม่ควรมาพูดกับลูกค้า และร้านควรหาวิธีการสื่อสาร ตอบคอมเม้นท์ หรือเจรจาให้ดีกว่านี้ แต่ก็ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับชาบูนางในสาขาอื่นๆ ที่ยังให้บริการดี อยากให้แยกแยะ แม้จะเป็นแฟรนไชส์แต่แยกกันบริหาร

 

นอกจากนี้ ในโลกโซเชียลยังเกิดแฮชแท็ก #saveคุณลุงวันเลิด ต้นตำรับชาบูนางใน และ #saveชาบูนางใน สาขาพระรามเก้า41 เนื่องจากมีหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นสาขาเดียวกันกับที่เกิดปัญหา เนื่องจากร้านอยู่ใกล้กัน รวมถึงมีการปกป้องลุงวันเลิดเพราะเป็นเจ้าต้นตำรับ ที่ใส่ใจให้บริการลูกค้าอย่างดีมาโดยตลอด

 

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังร้านชาบูนางใน สาขาพระรามเก้า 41 ซึ่งเป็นสาขาต้นตำรับ โดยนายวันเลิด พวงพยอม เจ้าของร้านเผยว่า ขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ขอปฎิเสธความรับผิดชอบใดๆ

 

โดยตนเปิดร้านชาบูนางในมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งก็ลงมือทำเองทุกอย่าง ไปถามร้านไหนก็ไม่มีใครยอมบอก เลยต้องลองผิดลองถูกปรับปรุงมาตรฐานให้รสชาติอร่อยตามคำแนะนำของลูกค้า จนมีชื่อเสียงถึงปัจจุบัน ในช่วง 2-3 ปี ที่เริ่มทำก็มีลูกค้ารู้สึกชอบ หลายคนก็มาขอซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งตนเองก็ให้สูตรโดยไม่หวง และให้มาเรียนรู้ทุกอย่างโดยที่ไม่คิดเงิน แต่จะขอให้เน้นคุณภาพและการบริการเป็นหลัก และจากนั้นก็มีคนมาขอสูตรเรื่อยๆ ตนก็ไม่เคยคิดเงินเพราะอยากให้ทุกคนได้มีอาชีพซึ่งขณะนี้มีสาขากว่า 60 สาขาแล้ว แต่หลังจากนี้คงจะต้องคิดเงินค่าแฟรนไชส์ เพื่อให้ร้านดูมีคุณค่า และมีการใส่ใจบริการมากยิ่งขึ้น

 

สำหรับการไปเปิดแฟรนไชส์แต่ละสาขา ราคาก็จะขึ้นอยู่ที่ผู้ที่ไปเปิดเป็นพื้นที่ไหน สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร เพราะราคาอาจจะขึ้นอยู่กับค่าเช่าที่ซึ่งผู้ทำธุรกิจจะต้องบริหารจัดการ และตั้งราคาขึ้นเอง ดังนั้นแต่ละสาขาการบริหารจัดการ รวมถึงราคาจึงไม่เท่ากัน

 

ตั้งแต่ทราบเรื่องก็ตกใจ เพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็พยายามหาทางแก้ไข และน้อมรับผิดทุกอย่าง เพราะทางร้านดังกล่าวถือว่าผิดเต็มๆ เป็นใครก็ต้องโมโห ตั้งเป็นบุฟเฟ่ต์แต่กลับไปคิดราคาลูกค้าเพิ่ม หากจะทำอย่างนั้นควรตั้งเงื่อนไขไว้แต่แรก โชคดีที่เจอลูกค้าดี หากเจอคนที่อารมณ์ร้อนคงมีการชกต่อยกันแน่

 

ล่าสุด เจ้าของร้านสาขาดังกล่าวได้โทรศัพท์มาขอโทษแล้ว ซึ่งเขาร้องไห้บอกว่ารู้สึกเสียใจที่ทำให้ทางร้านเดือดร้อนไปด้วย แต่ยังไม่ได้อธิบายว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร ตนก็ให้กำลังใจเขาไป เพราะเรื่องมันเกิดแล้วไม่อยากจะซ้ำเติมเขา แต่ต้องมาคุยและหาวิธีแก้ปัญหากันภายหลัง ซึ่งตนก็บอกเขาว่าอย่าไปโจมตีหรือต่อว่าลูกค้า หรือแก้ตัวอะไร การขอโทษคือสิ่งที่ควรทำมากที่สุด

 

ทั้งนี้ จะทำการเรียกประชุมทุกสาขาเพื่อหารือแก้ไขและป้องกันปัญหาดังกล่าว ซึ่งตนอยากให้ทุกสาขาบริการลูกค้าอย่างเต็มที่ อย่าคิดเล็กคิดน้อย หรือจับผิดลูกค้า ส่วนลูกค้าคนดังกล่าว ตนจะเดินทางไปขอโทษด้วยตัวเอง และจะขอบคุณที่พูดปกป้องตนและสาขาอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และจะชดใช้ให้มากินที่สาขาพระรามเก้า 41 ต่อไป

ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/lP7ZJXZcRV0

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ