03 ม.ค. 2564
2,366 ครั้ง

‘อังคณา’ จี้ตรวจสอบประกาศ สภ.ยะหา มาตรการจับคู่แต่งงาน หากพบพฤติกรรมเชิงชู้สาว

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการโพสต์ข้อมูลส่งกันทางสังคมออนไลน์ ถึงการตั้งมาตรการทางสังคม ป้องกันเยาวชน วัยรุ่น ชาย-หญิง ที่ไม่ใช่สามีภรรยากัน กระทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการจับคู่แต่งงาน
 
ซึ่งข้อมูลดังกล่าว เป็นมาตราการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรยะหา จ.ยะลา โดยระบุว่า “ชาย / หญิง ที่มิใช่สามีภรยา มีพฤติกรรมจับคู่กัน กระทำการใดๆ ลักษณะเชิงชู้สาวในที่สาธารณะหรือในที่ลับตาคน”  หากพบเห็นหรือจับได้ สถานีตำรวจภูธรยะหาและคณะกรรมการมัสยิดจะดำเนินการ ตามมาตรการทางสังคม ยุติธรรมทางเลือก หรือ ฮูกมปากัต 4 ฝ่าย ดังนี้
 
1. นำชาย/หญิง ทั้งสองฝ่าย ส่งคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
2. เรียกผู้ปกครองทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้ง โต๊ะอีหม่ามและผู้นำชุมชน มาพิจารณาความผิดตามหลักศาสนา
3. หากมีการกระทำถึงขั้น อนาจารหรือล่วงเกินทางเพศ ผู้ปกครองต้องทำพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามหลักศาสนา
4. หากพบว่ามีการกระทำความผิดทางอาญา สถานีตำรวจภูธรยะหา จะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเด็ดขาด
 
โดยภายหลังมีการแชร์ และส่งต่อข้อมูลดังกล่าวในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเพจข่าวทางเฟซบุ๊ก ได้มีความคิดเห็นจากทางสังคม ตอบกลับ และตั้งคำถามกันเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ ถามถึงเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ และขัดต่อหลักกฏหมาย หรือ รัฐธรรมนูญหรือไม่
 
ล่าสุด นางสาวอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานกรรมการในคณะอนุกรรมการด้านสิทธิสตรีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เขียนบทความถึงกรณีดังกล่าวนี้ด้วย บนเฟซบุ๊กของตนเอง โดยมีใจความบางส่วนว่า ควรมีการตรวจสอบว่า คำสั่งหรือนโยบายของผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรยะหา ขัด หรือ แย้ง ต่อรัฐธรรมนูญหรืไม่ เป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง และ ชอบด้วยคำสั่งทางปกครองหรือไม่
 
และอ้างถึง กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวมรดก พ.ศ. 2489 ซึ่งใช้ใน 4 จชต. เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการสมรส การสิ้นสุดการสมรส และการจัดการทรัพย์มรดก แต่ไม่ได้ให้อำนาจ เจ้าหน้าที่บุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดในการบังคับให้หญิง หรือเด็กหญิงต้องแต่งงานโดยไม่สมัครใจ
 
ในบทความยังระบุอีกว่า การบังคับแต่งงานเพื่อรักษาเกียรติของครอบครัวหรือชุมชน หรือแม้กระทั่งการจัดการความต้องการทางเพศของเยาวชนด้วยการบังคับแต่งงาน เป็นอีกสถานการณ์ที่น่ากังวลเพราะจะทำให้ผู้หญิง เด็กหญิงตกอยู่ในภาวะขมขื่นไปตลอดชีวิต 
 
มีหลายกรณีที่หลังจากถูกบังคับแต่งงานไม่นานเกิดการหย่าราง ประเทศมุสลิมหลายประเทศ รวมถึงองค์การความร่วมมืออิสลาม (OC) เสนอว่าประเทศมุสลิมต้องแก้ไขโดยให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น และให้ทั่วถึงมากขึ้น รวมถึงสร้างสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ให้พ่อแม่สามารถมีเวลาเอาใจใส่ครอบครัว 
 
กรณีครอบครัวใน จชต. พบว่าครอบครัวเป็นลักษณะ ผัวเดียวหลายเมีย เนื่องจากชายมีภรรยาได้ 4 คน ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูกๆ ได้ทั่วถึง การบังคับเด็กแต่งงานจึงไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่กลับจะสร้างปัญหามากขึ้น
 
ขณะเดียวกัน ผู้ที่แสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ ก็มีทั้งที่เห็นด้วยกับมาตราการดังกล่าว หรือบ้างก็อ้างว่า อาจจะเป็นเพียงมาตราการที่ต้องการปรามและป้องกัน แต่คงไม่ถึงกับการจับคู่แต่งงานกันจริง
 
นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่แสดงวความคิดเห็นบางรายระบุว่า มาตราการดังกล่าว อาจจะเป็นการส่งเสริมให้กลุ่มมิจฉาชีพ เอาไปเป็นช่องทางทำมาหากินด้วยการ แอบอ้าง ข่มขู่ เรียกทรัพย์สิน คู่หนุ่มสาวที่อาจจะตกเป็นเหยื่อ
 
ขณะที่ทางด้าน พ.ต.อ.สายูตี กาเตะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรยะหา จ.ยะลา ได้โพสต์ภาพ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะหา ลงเฟซบุ๊ก หลังมีมาตราการดังกล่าว โดยระบุว่า “วัยรุ่น หนุ่มสาว มุสลีมีน มุสลีมะห์ หายหมดแล้วครับ กับมาตราการทางสังคม สภ.ยะหาและ ชมรมอีหม่ามประจำอำเภอยะหา (อยู่บ้านกันนะครับปลอดภัยที่สุด)
 
 
 
รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/Y2vpVwQeH90
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ