15 ส.ค. 2557
4,693 ครั้ง

ย้อนรอยเหตุร้ายบนรถไฟ ตอน2

คุณขวัญมองว่าตนไม่มีที่ยืนในสังคม ทั้งๆ ที่เป็นผู้ถูกกระทำ ไปสมัครงานที่ไหนก็มีแต่คนถามว่าเป็นคนในข่าวใช่ไหม? บอกให้ไปรักษาจิตใจก่อน ส่วนผู้บริหาร ร.ฟ.ท.ในยุคนั้น โยนว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล ภายหลังมีการตรวจสอบก็ให้ออกเท่านั้น

 

สาเหตุที่ตัดสินใจไปต่างประเทศ เพราะรู้สึกว่าสังคมไทยโหดร้ายมาก ทุกวันนี้ก็ยังฝันร้ายและหูแว่วอยู่ บางครั้งก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ยังต้องทานยาควบคุมอยู่ซึ่งมีผลต่อสมอง ตนต้องขอบคุณครอบครัวที่เข้าใจและรับตนได้

 

ตอนที่อยู่ต่างประเทศจิตใจดีขึ้น เพราะไม่มีคนรู้จัก แต่ในใจลึกๆ ก็คิดเสมอว่าคดียังไม่สิ้นสุด แม้คนร้ายจะพ้นโทษไปแล้วก็ตาม พร้มอปล่อยโฮบอกว่าเงิน 5 ล้านบาท ไม่คุ้มกับชีวิตที่สูญเสียไปเลย เพราะมั่นใจว่าตนสามารถหาเงินได้มากกว่านั้น

 

ตนตั้งใจมายื่นเรื่องก่อนจะเกิดเหตุด.ญ.13อยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้น จึงทำให้ตัดสินใจยื่น คสช. ให้ปฏิรูปรถไฟเป็นวาระแห่งชาติ

 

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นยังฝังลึกอยู่ในใจตลอด แม้ตนจะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้แล้วก็ตาม โดยที่ผ่านมาต้องใช้เงินส่วนตัวรักษาตัว ซึ่งตนไม่ได้รับการบำบัดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะตอนแรกไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาทางจิต

 

ส่วนตัวมองว่าโทษคดีข่มขืนค่อนข้างน้อย ตนอยากให้คนร้ายจำคุกตลอดชีวิตหรือมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ รวมทั้งตัดอารมณ์ทางเพศและบำบัดจิตใจ

 

ทั้งนี้ตนเห็นว่าครอบครัวมักจะปลูกฝังให้ผู้หญิงระวังตัว แต่ทำไมไม่ปลูกฝังให้ผู้ชายไม่ทำร้ายผู้หญิง? ส่วนกรณีที่มีคนเรียกร้องโทษข่มขืนเท่ากับประหารนั้น อาจยังมีช่องโหว่หากจับแพะ จึงมองว่าให้จำคุกตลอดชีวิตดีกว่า

 

ส่วนตัวมองว่าโทษจำคุกเป็นอะไรที่ทรมานมากกว่าการประหารมาก เพราะจะรับรู้ความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ ตนยอมรับว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมาตัวเองดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายขาด โชคดีที่มียังลูกทำให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

ตนอยากให้สังคมเห็นใจผู้ตกเป็นเหยื่อซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำ อย่างตนโดนคอมเม้นท์ในโซเชียลที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น อยากเกาะกระแสคดีด.ญ.13 กลับมาเพราะอยากได้เงิน ฯลฯ ทำให้มองว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ค่อนข้างแปลก ลืมง่าย จึงอยากให้เรียกร้องให้เห็นใจผู้ตกเป็นเหยื่อ อย่ามองว่าเป็นคนผิดทั้งๆ ที่เป็นคนถูกกระทำ

 

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ