05 ก.พ. 2558
221,950 ครั้ง

เอกชนเรียกร้องรัฐต่อสัญญา SPP โรงไฟฟ้าไร้มลพิษ “ลดค่าไฟฟ้า” รักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน

เอกชนเรียกร้องรัฐต่อสัญญา SPP โรงไฟฟ้าไร้มลพิษ  
“ลดค่าไฟฟ้า” รักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน
 
 
               การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศไทย ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงและมีราคาที่เป็นธรรม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สนพ.) จึงส่งเสริมให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer) หรือ SPP เข้ามาร่วมผลิตไฟฟ้าและขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงอุตสาหกรรมต่างๆได้โดยตรง นี่เองเป็นที่มาของการสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Cogeneration) โดย SPP ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2560 
 
 
 
                 
                    โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมนั้นดีอย่างไร?  โรงไฟฟ้าประเภทนี้ ผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะผลิตทั้งกระแสไฟฟ้าและไอน้ำจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้งานโดยตรง ช่วยประหยัดพลังงานและเชื้อเพลิง อีกทั้งยังแทบจะไม่ก่อให้เกิดลผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับในโรงงานอุตสาหกรรม
แม้ SPP จะพิสูจน์แล้ว่าเป็นทางเลือกพลังงานที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ความไม่ชัดเจนจากภาครัฐว่าจะต่อสัญญาหรือไม่ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าโรงไฟฟ้า SPP แบบพลังความร้อนร่วม อาจจะต้องหยุดชะงักหรือปิดตัวลง ส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งซื้อไฟฟ้าจาก SPP โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้บางส่วนเป็นการลงทุนจากต่างชาติ การที่ภาครัฐตัดสินใจไม่ต่อสัญญา จึงอาจกระทบการตัดสินใจขยายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติกลุ่มนี้ได้
                   
                     ในขณะนี้  ภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับสัญญา SPP แล้ว และออกมากระตุ้นให้ภาครัฐตัดสินใจที่จะต่อสัญญาเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย
 
 
 
                   
                       นาง อัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร กล่าวว่า “นโยบายใดที่ออกมาแล้วได้ผลสำเร็จดีต่อประเทศโดยรวม ได้ผลตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีก็ไม่ควรจะเปลี่ยนทิศทาง เพื่อรักษาความมั่นใจของนักลงทุนให้คงอยู่ต่อไป โดยเฉพาะโรงงานในหลายพื้นที่ยังต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำที่มั่นคงในระบบการผลิต ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”
นาย ไพฑูร ไพศาลสุขวิทยา อุปนายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน  เปิดเผยว่า “การไฟฟ้า SPP หยุดทำการโดยสิ้นเชิง จะทำให้ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อความมั่นคงของไฟฟ้า โรงงานที่ใช้ไอน้ำในกระบวนการผลิตอาจจะต้องลงทุนเพิ่มในการสร้างหม้อน้ำ (Boiler) ใหม่เอง การไฟฟ้าฯ อาจจะต้องลงทุนสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้าใหม่ รวมถึงอาจจะกระทบกับนักลงทุนต่างชาติที่จะต้องวางแผนในการเลือกสถานที่ที่ดีที่สุดในการลงทุน”
 
                         ทางด้านตัวแทนนักลงทุนต่างชาติอย่าง มร.โทรุ นางาฮาตะ ประธานบริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ จำกัด ได้แสดง ความกังวลว่าหากอีกสามปีข้างหน้าบริษัทฯ ต้องกลับไปซื้อไฟฟ้าฯ จะต้องลงทุนสร้างหม้อต้มใหม่ และอาจต้องซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงขึ้น บริษัทฯ คงต้องทบทวนว่าจะลงทุนที่ประเทศไทยต่อไปหรือย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น จึงอยากเห็นความชัดเจนของภาครัฐว่าจะมีทางออกสำหรับกรณีนี้อย่างไรต่อไป
 
 
SPP มีประโยชน์อย่างไร?
ทำให้ประเทศไทยมีไฟฟ้าและไอน้ำที่มีประสิทธิภาพใช้ได้อย่างเพียงพอ
เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ เพราะระบบ Cogeneration คือ ระบบการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำร่วมกัน ซึ่งเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงมาก อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรม หลายประเภทที่ต้องการใช้ทั้งไฟฟ้า และไอน้ำ ในระบบการผลิตของโรงงาน
ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตนิคมอุตสาหกรรม ที่ซื้อไฟฟ้าโดยตรงจาก SPP สามารถซื้อไฟฟ้าได้ในราคาต่ำ
ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตนิคมมอุตสาหกรรม ได้รับไฟฟ้าที่มีคุณภาพดี และมีความมั่นคง อันเป็นการลดผลกระทบจากปัญหาจากไฟดับ ไฟตกได้อย่างมาก
ช่วยลดต้นทุนแก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ซื้อไฟฟ้าและไอน้ำจาก SPP โดยโรงงานเหล่านี้ จะสามารถลดเงินลงทุน และการบำรุงรักษาเกี่ยวกับการผลิตไอน้ำได้ทั้งหมด
เป็นการแบ่งเบาภาระการลงทุนของภาครัฐ โดยคาดว่า SPP จะช่วยลดการลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าโดย กฟผ. ได้กว่า 100,000 ล้านบาท 
เพิ่มการแข่งขันในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่จะนำไปสู่การแข่งขันในทุกขั้นตอน ของระบบฟ้าของประเทศ ซึ่งต่อไปจะเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้า ขายไฟฟ้าได้โดยตรงแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า โดยใช้บริการสายส่งและสายจำหน่ายของการไฟฟ้า
 
 
 
+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ