17 ก.พ. 2558
313,089 ครั้ง

ต่างชาติระส่ำ นโยบายไฟฟ้า จี้รัฐเอาอย่างไรบอกมา

ต่างชาติระส่ำ นโยบายไฟฟ้า จี้รัฐเอาอย่างไรบอกมา

 

 

 

           ผู้ประกอบการ SPP โอด “เราไม่ใช่ผู้ร้าย” ย้ำพร้อมเจรจาทุกรูปแบบ ทั้งยอมขายไฟฟ้าให้กฟผ.น้อยลง ยอมลดราคาไฟฟ้าให้ตามที่กฟผ.ต่อรอง วอนภาครัฐกำหนดท่าทีให้ชัดเจนว่าจะต่อสัมปทานหรือไม่ แจงนักลงทุนต่างชาติเริ่มระส่ำจากความไม่แน่นอนของนโยบายพลังงาน ทำให้ภาพรวมของประเทศเสียหาย

 

           นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี กริม เพารเวอร์ จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ บี กริม เพารเวอร์ จำกัด กล่าวผ่านรายการ “เซียนเศรษฐกิจ” ที่จัดโดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ดอกเบี้ยธุรกิจ”      ถึงการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้า SPP หรือ Small Power Producer ว่าปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำในตลาด และแม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่ขนาดการลงทุนไม่ถือว่าเล็ก เพราะใช้เงินลงทุน 5,000 – 6,000 ล้านบาท ต่อ 1 โรงไฟฟ้า

 

           “SPP ถ้าเฉพาะของเรา ขณะนี้มีโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่ 10 โรง ขนาดของเงินลงทุน รวมแล้ว 60,000 ล้านบาท แต่ที่สำคัญคือ ทุกๆโรงไฟฟ้าจะอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ทำให้เรามีลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆรวมแล้วกว่า 300 ราย เฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครก็มีถึง 211 ราย ซึ่งลูกค้าของเราจะเป็นแบบบิ๊กแนมทั้งหมด เช่น โตโยต้า โรงงานผลิตยางรถยนต์        มิชลิน ดันลอป บริดจสโตน จะเป็นลูกค้าของเราทั้งหมด ซึ่งถ้าจำเป็นต้องย้ายออกและหยุดดำเนินการ เพราะหมดสัมปทาน เชื่อว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน”

               

             นางปรียนาถกล่าวต่อว่า ปัจจุบันทางการยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการต่ออายุสัมปทาน ขณะที่ผู้ประกอบการ SPP พยายามประสานรัฐมนตรีเรื่องการต่ออายุสัมปทาน เพราะลูกค้าที่ใช้โรงไฟฟ้าเริ่มตระหนก เนื่องจากลูกค้าของ SPP ใช้ไฟฟ้าของผู้ได้สัมปทานมา 20 ปี ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาลูกค้าก็พอใจกับคุณภาพไฟฟ้าและไอน้ำที่ซื้อจาก SPP ที่สำคัญ คือ SPP    มีผลต่อภาพรวมความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะนักลงทุนรายใหญ่ๆ ที่มีการลงทุนเป็นหมื่นๆล้านบาท จะให้ความสำคัญกับระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น พลังงานจากโรงไฟฟ้ามีความเสถียรหรือไม่ ไอน้ำมีคุณภาพหรือเปล่า ซึ่งประธานบริษัทยางดันลอปได้ไปช่วยชี้แจงกับทางรัฐบาล ว่าต้องผลิตยางวันละ 70,000 เส้น ถ้าไฟกระพริบเพียงนิดเดียวจะได้รับความเสียหายมาก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าและไอน้ำจาก SPP ซึ่งขณะนี้ทางดันลอปก็เริ่มขยายกำลังการผลิตเป็น 100,000 เส้น/วัน จึงยิ่งต้องแน่ใจว่ามีไฟฟ้าพอ ดังนั้น SPP จึงมีประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก

 

            ทั้งนี้ นางปรียานาถ ยังกล่าวอีกด้วยว่า มีการนำราคาไฟฟ้าของ SPP ที่มีกำลังผลิต 120 เมกะวัตต์ไปเปรียบเทียบกับราคาไฟฟ้าของ IPP (บริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ที่มีกำลังการผลิต 800 – 1,000 เมกะวัตต์) ว่าราคาไฟฟ้าของ SPP   แพงกว่า ซึ่งความเป็นจริงนั้นไม่ได้แพงกว่ามากนัก เพราะการที่โรงไฟฟ้าอยู่ใกล้กับผู้ใช้ไฟฟ้า จะทำให้ลดความสูญเสียในระบบสายส่งได้อย่างน้อย 2% ซึ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับค่าไฟฟ้าแล้ว จะมีราคาแทบใกล้เคียงกับราคาของ IPP นอกจากนั้นราคาไฟฟ้าของ SPP ยังถูกกว่าพลังงานทดแทน และที่สำคัญ คือ มีความเสถียรกว่ามาก

            “เราไม่ใช่ผู้ร้าย เราช่วยส่งเสริมภาครัฐด้วยซ้ำ ตรงนี้ยังเป็นข้อถกเถียงกัน เพราะ EGAT (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต) เขามองว่าซื้อไฟฟ้าจาก IPP ถูกกว่า และตอนนี้กำลังการผลิตยังเพียงพอ ยังไม่ขาด เขาเลยไม่อยากซื้อ แต่ในความเป็นจริง คือ เราจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าต้องใช้เวลา 3 – 4  ปี เป็นอย่างน้อย ซึ่งตอนนี้ที่เรียกร้อง คือ โรงไฟฟ้าโรงเก่าที่มีลูกค้ามากมาย ถ้าไม่ต่อสัมปทานแล้ว ลูกค้าจะทำอย่างไร ซึ่งจริงๆแล้วการมีโรงไฟฟ้าโรงเก่าจะประหยัดการลงทุนได้เยอะ พวกสายส่ง ชุมชนที่อยู่ใกล้มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว จะมีต้นทุนหลายอย่างที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะนำมาเป็นส่วนลดค่าไฟได้ ถ้ารวมกับค่าขนส่งแล้วราคาของ SPP จะไม่แตกต่างกันมากกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มาก เรากำลังชี้แจง ทำความเข้าใจ  และคุยกับหน่วยงานของรัฐอยู่”

           นางปรียนาถกล่าวต่อด้วยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ SPP มีการประสานกับภาครัฐอย่างต่อเนี่อง และ SPP พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลโดยเฉพาะ EGAT ที่อยากซื้อไฟน้อยลง โดย SPP กำลังทำแผนอยู่ว่าจากเดิมที่ขาย 90 เมกะวัตต์/โรง จะให้ขายน้อยลงอย่างไรแค่ไหน หรือ ถ้าขอลดราคาให้ถูกลงก็ยินดี ตอนนี้พยายามทำงานร่วมกันกับ EGAT และภาคอื่นๆ เพื่อที่จะหาจุดที่ลงตัวด้วยกันทุกฝ่าย โดยที่ SPP กำไรลดลง ขณะเดียวกัน SPP มีความเป็นห่วงลูกค้าที่ใช้ไฟฟ้าของ SPP ด้วย

            “สำหรับเราโรงแรกที่จะต้องเจอ คือ จะหมดสัมปทาน ในปี 2019 ซึ่งการสร้างโรงไฟฟ้าจะต้องใช้เวลาหลายปี หากไม่ให้ต่อสัญญาเราก็เสร็จเลย เพราะถ้าสร้างไม่ได้ก็ต้องบอกลูกค้าให้เตรียมตัว ขณะที่ SPP บางรายก็เร็วกว่านั้น จะมีหลายโรงที่หมดสัมปทานในปี 2017 – 2018 ส่วนของเราเองมีการลงทุนหลายอย่าง ถ้าไม่ได้ต่อสัมปทานโรงไฟฟ้าก็ไม่ไดทำให้เราถูกกระทบกระเทือนในแง่เศรษฐกิจมากนัก แต่ในภาพรวมของประเทศมันจะเสียหายมาก”

 

 

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ