29 พ.ย. 2556
5,939 ครั้ง

หาทางออกการเมืองไทย

 

คุณพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เชิญนายอภิสิทธิ์ เข้ามาพูดคุยกันอย่างจริงใจ ซึ่งเป็นโอกาสเดียว ที่จะรู้ว่ามีประเด็นอะไรขัดแย้งกัน โดยการเป็นการคุยกันแบบเงียบๆ เหมือนการทูต ไม่ต้องออกทีวี พอได้ข้อสรุปก็ออกมาบอกกับสาธารณะ

 

หากการเจรจาเป็นแบบเปิดเผย จะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะมีแรงกดดันจากหลายภาคส่วน ซึ่งการที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เชิญเจรจาผ่านสื่อ เป็นเรื่องไม่เหมาะสม ควรจะใช้ความนิ่มนวล ด้วยการยกหูโทรหานายอภิสิทธิ์ ให้เข้ามาเจรจาเชิงลับ

 

ส่วน "คณะกรรมการปฏิรูป" ที่รัฐบาลตั้งมาก่อนวิกฤตนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เนื่องจากให้เวลาแสดงจุดยืนคนละ 5 นาที จะแก้อะไรได้ ซึ่งเป็นที่มาของการลาออกจากคณะกรรมการปฏิรูปของตน

 

โดยวันนั้นตนเริ่มพูดประเด็นแรก คือ ให้ระวังการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ว่าอาจทำให้เกิดความรุนแรงได้ เคยเตือนในเวทีเสวนาไปแล้ว จากนั้นก็พูดเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พูดได้แค่นี้ ก็โดนเตือนว่าใช้เวลาไป 4 นาทีแล้ว ตนจึงไม่พอใจและไม่ขอพูดต่อ ยอมทิ้งเวลาที่เหลือ 1 นาทีไปเลย เพราะถ้าให้พูดแค่นี้คงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
 

ส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลเดินหน้านิรโทษสุดซอย แม้ว่าจะถอยสุดทางแล้ว ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้ เพราะถือเป็นการจุดไฟให้ปัญหาไปแล้ว ซึ่งถ้าตนเป็นอภิสิทธิ์ คงจะดีใจหากยิ่งลักษณ์โทรหา เพื่อจะได้สนทนาเพื่อยุติความขัดแย้ง

 

ส่วนประเด็นการยุบสภาควรมาที่หลัง ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะการยุบสภาทันที เป็นการทำให้ความขัดแย้งชะลอตัวไปเล็กน้อย เนื่องจากมองว่าก่อนยุบสภา ควรจะต้องได้รัฐธรรมนูญที่ดีก่อน เพราะทุกฝ่าย แม้แต่ประชาธิปัตย์ต่างก็ยอมรับว่า รัฐธรรมนูญปี 50 มีจุดบกพร่อง

 

โดยสมัยหลังเหตุการณ์เดือนตุลา ที่มีสภาสนามม้ามาจากหลายภาคส่วน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาไปได้ โดยวิธีการที่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่สภาประชาชนของนายสุเทพ เพราะถ้าหากยุบสภาไป เลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าใครจะกลับมาก็มีปัญหาอีก

 

ยกตัวอย่างสภาสนามม้า ที่อาจเป็นโมเดล ที่สามารถแก้ปัญหาและสร้างความปรองดองได้ แต่ต้องมาจากหลายภาคส่วนที่แท้จริง โดยโมเดล สภาสนามม้า จะมีตัวแทนจาก NGO หรือ กลุ่มคนต่างๆ จากจำนวน 1,000 คน มาโหวตกันเอง 100 คนแล้วแก้ปัญหาออกมา

 

วิธีการนี้อาจคล้ายกับการแก้ ม.291 เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งกรณีนี้ประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย แต่ไม่ว่าสภาสนามม้าหรือ ส.ส.ร. จะทำออกมาอย่างไร แต่ขอให้มีความชอบธรรมของที่มา โดยที่มีรัฐสภาและรัฐบาลอยู่ เมื่อได้ข้อสรุปจากสภาสนามม้า(โมเดล)ที่ว่านี้ ก็ส่งให้มีการทำประชามติ เพื่อผ่านความเห็นชอบของประชาชนทั้งประเทศ

 

แต่ตอนนี้ทุกฝ่ายต้องหยุดท่าทีของการเผชิญหน้า ก่อนที่จะมองไปถึงจุดที่จะมีโมเดลสภาสนามม้า โดยส่วนตัวยังไม่เห็นหนทาง "สภาประชาชน" ของนายสุเทพ ที่จะเกิดได้จริง ที่มีประชาชนคนดี รัฐมนตรีในฝัน

 

ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยกับ กลุ่ม 40 สว. ที่เสนอให้นายกฯ และบุคคลในตระกูลชินวัตร ต้องเสียสละให้สัญญาประชาคม ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองไม่ว่าจะตรงหรืออ้อม เนื่องจากปัญหานี้เกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ควรปฏิบัติตามกฎหมาย คือ มารับโทษ ไม่ใช่เสนอให้คนทั้งตระกูลนี้รับผิดชอบนั้นเกินขอบเขตไป แล้ว 40 สว.จะใช้อำนาจใด ในการจะไล่คนทั้งตระกูลไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งที่คนที่ผิดจากการตัดสินของศาล คือ ทักษิณ คนเดียว

 

โดยมองว่าถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษ อาจจะได้รับการเชิดชู หรือเป็นฮีโร่เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นตัวเร่งที่ทำให้บ้านเมืองสงบได้ และถ้าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ อยากช่วยประเทศ ด้วยการยอมกลับมารับโทษตามคำตัดสินของศาล ก็จะช่วยปลดชนวนความขัดแย้งได้ระดับหนึ่ง

 

ทั้งนี้ต้องมาปรึกษากันอีกทีว่าจะทำอย่างไร ให้มี "คนดี" ในการเมือง ซึ่งต้องมาออกแบบกันอีกครั้ง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าถ้ามีการเจรจากันระหว่างนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นายอภิสิทธิ์ หรือนายสุเทพ ก็จะช่วยคลายความขัดแย้งได้ แม้ว่านายสุเทพจะมีท่าทีแข็งกร้าวก็ตาม เพราะนายสุเทพก็รักชาติ คงไม่อยากเห็นความขัดแย้งหรือแตกแยกในสังคมมากกว่านี้แน่นอน 

 

 

 

+ อ่านเพิ่มเติม

ข่าวอัพเดท ล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทความที่น่าสนใจ